
คปภ.รับเออีซีเปิดเสรีเบี้ยก่อนปี’58
เปิดทางประกันขอปรับขึ้นได้เน้นควบรวบกิจการให้แกร่ง
เปิดทางประกันขอปรับขึ้นได้เน้นควบรวบกิจการให้แกร่ง
คปภ.ไฟเขียวดันเปิดเสรีเบี้ยประกันทุกประเภท ก่อนปี 58 รับเออีซี
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ทาง คปภ.มีนโยบายที่จะเปิดเสรีอัตราเบี้ยประกันภัยทั้งในส่วนของประกันวินาศภัยและประกันชีวิตก่อนเปิดเสรีอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยอยู่ระหว่างหารือกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยและสมาคมประกันชีวิตไทย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้หากธุรกิจประกันภัยเห็นว่ามีความจำเป็นต้องขอปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันก่อน ก็สามารถเสนอเรื่องมาได้ เช่น กรณีเบี้ยประกันรถยนต์คันแรกที่มีแนวโน้มค่าสินไหมสูง และมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าเบี้ย บริษัทประกันก็สามารถปรับขึ้นค่าเบี้ยได้ทันที แต่ต้องอยู่ภายใต้พิกัดที่ คปภ.กำหนด หากต้องการปรับสูงกว่าพิกัดที่ คปภ.กำหนด ก็ต้องเสนอเรื่องมาก่อน ซึ่งคาดว่าคงต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ถึงประเมินได้ว่าค่าสินไหมและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลกระทบต่อค่าเบี้ยประกันมากน้อยเพียงใด
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่ธุรกิจประกันวินาศภัยต้องเตรียมตัว คือ การสร้างบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเคลมค่าสินเชื่อ เพื่อรองรับกับโครงการรถคันแรก ซึ่งอาจมีปัญหาด้านการขาดแคลนได้
นอกจากนี้ ต้องเตรียมพร้อมสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งเพื่อรองรับเออีซีด้วย ซึ่งขณะนี้ปัญหาเรื่องการนำเงินสำรองมาใช้คิดภาษีสำหรับบริษัทที่มีการควบรวมกันได้ถูกแก้ไขแล้ว ดังนั้นทุกบริษัทต้องพิจารณาตัวเองว่า ต้องการหุ้นส่วนจากต่างประเทศหรือไม่ ต้องขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ต้องการควบรวมธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งกัน หรือต้องการลดขนาดตัวเองให้เป็นบริษัทขนาดเล็กที่ทำธุรกิจเฉพาะที่ตัวเองถนัด ซึ่งเรื่องนี้บริษัทต้องตัดสินใจเองว่าจะเลือกแบบไหน แต่ คปภ.อยากเห็นการควบรวมกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่า เพื่อให้พร้อมกับการแข่งขัน
“การทำงานของ คปภ.ตอนนี้จะเน้นเชิงรุกเป็นหลัก และในช่วงก่อนปี 2558 ต้องทำให้บริษัทประกันภัยมีความเข้มแข็งให้มากที่สุด ซึ่งหากเห็นว่ามีกฎหมายหรือระเบียบใดที่เป็นอุปสรรคอยู่ ทาง คปภ.ก็พร้อมแก้ไขให้เพื่อเตรียมพร้อมกับเออีซี จากเดิมที่ คปภ.จะทำงานในเชิงรับมากกว่า แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว หาก คปภ.ไม่ทำอะไรเลย ก็อาจจะไม่ทันเวลาและส่งผลเสียหายต่อธุรกิจประกันได้” นายประเวช กล่าว
สำหรับแนวโน้มธุรกิจประกันภัยโดยรวมในปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราเติบโตอยู่ที่ประมาณ 16-18% ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีการเติบโตสูงถึง 20% เนื่องจากปี 2555 เป็นปีที่มีการเติบโตสูงมากทั้งผลดีที่จากโครงการรถคันแรก ทำให้เบี้ยประกันรถยนต์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 65% ของเบี้ยประกันวินาศภัยจากเดิมทุกปีจะอยู่ที่ 60% ขณะที่เบี้ยประกันชีวิตก็มีอัตราเติบโตที่สูงมากถึง 16-17% จากทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 15%







