
4G ที่รอคอย
ปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านพ้นไปถือเป็นปีที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างมาก จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. ทำให้กิจการโทรคมนาคมของประเทศเกิดการพัฒนาในลักษณะก้าวกระโดดไปสู่เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลข่าวสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิม หรือที่เรียกว่าระบบ 3G นอกจากนี้การจัดประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวยังเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่จากระบบสัมปทานไปสู่ระบบการออกใบอนุญาต โดยหน่วยงานกำกับดูแลตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้อีกด้วย
ปี พ.ศ. 2555 ที่ผ่านพ้นไปถือเป็นปีที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างมาก จากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. ทำให้กิจการโทรคมนาคมของประเทศเกิดการพัฒนาในลักษณะก้าวกระโดดไปสู่เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลข่าวสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สูงกว่าเดิม หรือที่เรียกว่าระบบ 3G นอกจากนี้การจัดประมูลคลื่นความถี่ดังกล่าวยังเป็นการเปลี่ยนรูปแบบการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่จากระบบสัมปทานไปสู่ระบบการออกใบอนุญาต โดยหน่วยงานกำกับดูแลตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดไว้อีกด้วย
แม้ประเทศไทยจะเริ่มมีการนำคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz มาใช้ แต่ในอีกด้านหนึ่งปริมาณของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G ที่เน้นการติดต่อสื่อสารด้วยเสียง โดยเฉพาะบนย่านความถี่ 1800 MHz ที่บริษัท กสท. คอร์ปอเรชั่น (กสท.) เป็นผู้ได้รับสัมปทานยังคงมีอยู่จนปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 18 ล้านเลขหมาย โดยมี กสท.เป็นผู้ให้บริการเลขประมาณ 2 แสนเลขหมาย และมีผู้ให้บริการอีก 2 ราย ที่ให้บริการภายใต้สัมปทานของ กสท.ประมาณ 17 ล้านเลขหมายเศษ คือบริษัท ทรูมูฟ (TRUE) และบริษัท ดิจิตอล โฟน (DPC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS)
กสท.เองก็ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะครอบครองคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่กำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในเดือน ก.ย. 2556 นี้ต่อไป โดยทาง กสท.อ้างว่าเมื่อคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่เคยให้สัมปทานแก่ผู้ให้บริการ 2 ราย หมดสัญญาลงและต้องนำกลับมาที่ กสท. เพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้ลูกค้าของ TRUE และ DPC ที่ยังใช้ระบบ 2G ได้รับผลกระทบจากการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และเป็นการปรับตัวสู่การเป็นผู้ให้บริการ และให้เช่าใช้โครงข่ายจึงเกิดความสงสัยต่อสังคมว่า กสท.จะสามารถบริหารจัดการและทำหน้าที่ผู้ให้บริการได้ดีเพียงใด โดยไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการได้อย่างไร เพราะ กสท.ไม่เคยให้บริการแก่ผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมากเท่านี้มาก่อน
สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz นั้น นอกจากการนำไปให้บริการด้านเสียงในระบบ 2G ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแล้ว ในทางเทคนิคที่เป็นสากลของทางโทรคมนาคมยังสามารถนำไปให้บริการ เพื่อส่งผ่านข้อมูลทั้งภาพและเสียงในระบบ 4G (Long Term Evolution หรือ LTE) ได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คลื่นความถี่ 1800 MHz ที่จะนำไปให้บริการในระบบ 4G ได้จำเป็นต้องมีแถบความถี่ (Bandwidth) ที่กว้างหรือมีจำนวนที่มากพอ ลำพังแต่ความถี่ย่าน 1800 MHz ที่ผู้ประกอบการ ซึ่งให้บริการในระบบ 2G ถือครองอยู่รายละ 12.5 MHz นั้น ถือว่ายังไม่เพียงพอที่จะนำไปจัดสรร โดยวิธีการประมูลเพื่อให้บริการระบบ 4G ได้ ดังนั้นภาระหน้าที่ในการจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่กำลังจะหมดสัมปทานในเดือน ก.ย. 2556 จึงตกอยู่ที่ กสทช.ว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ
นอกจากปัญหาในการหามาตรการรองรับผู้ใช้บริการในระบบเดิมบนย่านความถี่ 1800 MHz ที่มีจำนวนกว่า 18 ล้านเลขหมาย และการเตรียมคลื่นเพื่อจัดสรรในการนำไปใช้กับระบบ 4G แล้ว ปัญหาที่รอการสะสางจากการ กสทช. อีกประการหนึ่งภายหลังจากการจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 MHz โดยวิธีการประมูลตามกฎหมายแล้วก็คือ หากผู้ที่ชนะการประมูลกลายเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหม่ แต่ผู้ใช้บริการยังคงต้องการใช้หรือคงสิทธิในเลขหมายเดิม ที่แม้ในปัจจุบันจะมีมาตรการรองรับการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยยังคงใช้เลขหมายเดิม (Mobile Number Portability) หรือ MNP แล้วก็ตาม
แต่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ก็ยังมีปัญหา ไม่สามารถให้บริการคงสิทธิเลขหมายแก่ผู้ใช้บริการได้ตามที่ กสทช.ได้ออกกฎเกณฑ์กำหนดไว้ โดยผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะสามารถโอนย้ายเลขหมายให้แล้วเสร็จได้ในจำนวน 4 หมื่นเลขหมายต่อวัน แต่ในความเป็นจริงขีดความสามารถในการย้ายเลขหมายปัจจุบันอยู่ที่เพียง 4,000 เลขหมายต่อวัน ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ในกรณีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนย่านความถี่ 1800 MHz จำนวน 18 ล้านเลขหมาย อาจต้องใช้เวลาถึง 12 ปี ในการเปลี่ยนย้ายเครือข่าย ในขณะที่ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่จะมีอายุแค่ 15 ปีเท่านั้น
จากหลายๆ ปัญหาข้างต้นที่เล็งเห็นได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับกรณีของคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่จะถูกนำมาจัดสรรโดยวิธีการประมูล แต่ที่ผ่านมาสังคมยังไม่เคยได้รับรู้ถึงมาตรการในการป้องกันหรือจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมจาก กสทช. ทั้งๆ ที่สัญญาสัมปทานคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ของผู้ให้บริการ 2 ราย กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย. 2556 นี้
คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เห็นถึงสภาพปัญหาดังกล่าวและความสำคัญที่จะเตรียมความพร้อมของการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทานลง เพื่อที่จะเป็นแนวทางสำหรับคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ที่จะทยอยหมดสัญญาสัมปทานในอนาคต ตลอดจนปัญหาที่เกิดจากกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจนอันจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากิจการโทรคมนาคม จึงได้จัดการประชาพิจารณ์ในหัวข้อ “ทิศทางโทรคมนาคมไทย หลังสิ้นสุดระบบสัมปทาน เมื่อเข้ายุค 3G และ 4G” ขึ้นในวันอังคารที่ 22 ม.ค. 2556 ณ ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 213216 อาคารรัฐสภา 2 ตั้งแต่เวลา 09.0013.00 น.
งานนี้มีตัวแทนจากคณะกรรมการ กสทช. ตัวแทนผู้บริโภคและนักวิชาการด้านโทรคมนาคมมาร่วมกันให้ความเห็นและพิจารณาถึงปัญหาดังกล่าว และหาทางออกเพื่อมิให้การเปลี่ยนผ่านของการจัดสรรคลื่นความถี่ในระบบสัมปทานไปสู่การออกใบอนุญาตเกิดผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ โดยลงทะเบียนและสำรองที่นั่งได้ที่ [email protected]







