
INVEST ASEAN สตาร์ต
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
งานลงทุนอาเซียน หรือตลาดหุ้นอาเซียน 10 ประเทศ ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดเมื่อวันเสาร์ที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนในประเทศไทย โดยตอบรับด้วยการลงทะเบียนเข้าร่วมงานถึง 600 คน และมีนักลงทุนแทบทุกรุ่นตั้งแต่วัยกระเตาะยันรุ่นคุณปู่ แต่ดูวัยแล้วหนักไปยังคนรุ่นใหม่
เรียกได้ว่าในงานนี้การลงทุนอาเซียนได้เริ่มต้นแล้ว จากช่วงก่อนหน้านี้ได้เชื่อมการซื้อขายกันเพียง 3 ประเทศ คือ ตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นสิงคโปร์ และตลาดหุ้นมาเลเซีย
ทั้งนี้ แม้ว่าใกล้ครบ 3 เดือน ที่ตลาดหลักทรัพย์ 3 ประเทศ ที่มีความพร้อมซื้อขายเชื่อมโยงกันก่อน คือ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ที่เป็นตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว และตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ชั้นนำอย่างตลาดหุ้นมาเลเซียและตลาดหุ้นไทย ในงานสัมมนาครั้งนี้ “งูเยน ฮอง ลิน” ผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์ความร่วมมือนานาชาติของตลาดหลักทรัพย์ฮานอย ได้เข้าร่วมนำเสนอข้อมูลด้วย
“วิรไท สันติประภพ” รองผู้จัดการสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยืนยันว่า อีกประมาณกว่า 1 ปี ตลาดหุ้นฮานอย เวียดนาม พร้อมที่จะเข้ามาเป็นตลาดหุ้นแห่งที่ 4 ในการเชื่อมโยงการซื้อขายในอาเซียน
นอกจากนั้น มีแววว่าตลาดหุ้นฟิลิปปินส์จะเข้ามาเป็นตลาดที่ 5 จากสัญญาณที่ส่งมาว่าจะเข้าร่วมในงานนำเสนอข้อมูลของตลาดหุ้นอาเซียนครั้งที่ 2 วันที่ 2 ก.พ. ที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ
ในการนำเสนอข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 3 แห่ง คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามนั้น มาเลเซียค่อนข้างมีแผนชัดเจนว่าจะออกจากการเป็นตลาดเกิดใหม่ชั้นนำ เพื่อเป็นตลาดพัฒนาแล้วในปี 2563 ตามแผนพัฒนาประเทศ
“วิรไท” กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยนั้นต้องขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาประเทศของไทย เพราะการจะเป็นตลาดหุ้นพัฒนาแล้วได้นั้น ต้องอิงแผนพัฒนาประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศด้วย
แม้ว่าในงานสัมมนาครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลามในทุกวัย แต่ในจิตใจของนักลงทุนยังว้าวุ่นที่จะตัดสินใจลงทุนในหุ้นรายตัว เพราะในใจกำลังสับสนว่าลำพังแค่การลงทุนประมาณ 1020% ของพอร์ตลงทุน กับการทุ่มเวลาศึกษาหุ้นทั้งกระดานอาเซียน เชิงลึกและเปรียบเทียบนั้นคุ้มค่าหรือไม่
นักลงทุนรายหนึ่งสะท้อนปัญหานี้หลังจบสัมมนาหัวข้อดาวเด่นอาเซียน ที่มีการนำเสนอข้อมูลตลาดหุ้นอาเซียนทั้ง 3 แห่ง ว่า มีปัญหาเรื่องการหาข้อมูลเชิงลึกและเปรียบเทียบ ทั้งข้อมูลผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นอาเซียน การเปิดเผยข้อมูล กฎเกณฑ์การปกป้องนักลงทุนโดยเปรียบเทียบ รวมถึงข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในเชิงเปรียบเทียบทั้งอาเซียน
“วิลเลียม วอง” หัวหน้าฝ่ายขายธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ แนะนำว่า ถ้านักลงทุนกังวลว่าจะเลือกหุ้นผิดตัว ให้ลงทุนในอีทีเอฟ หรือกองทุนเปิดดัชนีที่จดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
กิติชัย เตชะงามเลิศ นักลงทุนมูลค่าการลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท ที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ แนะนำว่า สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลามาก ควรลงทุนในกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ ทั้งกองทุนโภคภัณฑ์ และกองทุนที่ลงทุนหุ้นต่างประเทศ รวมถึงอีทีเอฟ เพราะจะใช้เวลาติดตามแค่ภาพรวมของตลาดหุ้นที่ตัวเองลงทุน หรือภาพกว้างของแนวโน้มโภคภัณฑ์และตลาดหุ้นนั้นๆ เท่านั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อหน่วยลงทุน ไม่ต้องลงรายละเอียดลึกซึ้งและเสียเวลามาก
อย่างไรก็ตาม “วิรไท” ให้ความเห็นว่า พอใจที่นักลงทุนระมัดระวังการลงทุน จึงเป็นที่มาของตลาดหุ้นอาเซียนจัดงานนำบริษัทจดทะเบียนมาพบนักลงทุนรายบุคคลดังกล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่ามีนักลงทุนบางรายกังวลในเรื่องนี้ แต่ก็มีบางรายให้ความสนใจที่จะลงทุนในหุ้นรายตัวในอาเซียน
นักลงทุนหญิงวัยทำงานคนหนึ่ง กล่าวว่า สนใจซื้อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่มานำเสนอข้อมูลในงาน และสอบถาม “ยศพณ แสงนิล” รองผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ว่า ถ้าได้เงินปันผลต้องเสียภาษีรายได้ตามปกติในประเทศใช่หรือไม่
สิ้นปี 2555 ที่ผ่านมา ในบรรดาตลาดหุ้นอาเซียนทั้ง 3 ประเทศ ที่ซื้อขายเชื่อมโยงกันแล้วตั้งแต่กลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าทั้ง 3 ตลาดปรับตัวขึ้นหมด โดยผลตอบแทนจากการลงทุนหุ้นไทยได้กำไรสูงสุด 36% รองลงมา คือ หุ้นสิงคโปร์และมาเลเซีย เพราะทุนไหลเข้า ดังนั้นปีนี้จึงคาดว่าดัชนีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจำกัด
อย่างไรก็ตาม “สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ดัชนีสามารถปรับขึ้นได้อีกหากกำไรบริษัทจดทะเบียนมากกว่าที่คาด ดังนั้นควรรอให้ผลประกอบการไตรมาสแรกออกมา จึงทยอยเข้าซื้อ โดยเลือกหุ้นลงทุน โดยในตลาดหุ้นไทยและมาเลเซียเน้นหุ้นที่เติบโตอิงการบริโภคในประเทศ ส่วนสิงคโปร์ต้องเลือกลงทุนตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว







