posttoday
ค่าแรงแผลงฤทธิ์ใส่ศก.

ค่าแรงแผลงฤทธิ์ใส่ศก.

13 มกราคม 2556

เปิดผลวิจัยทีดีอาร์ไอเรื่องการดำเนินนโยบายค่าแรง300พบข้อเสียหลายประการจ่อกระทบจีดีพีทรุดหากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ได้

เปิดผลวิจัยทีดีอาร์ไอเรื่องการดำเนินนโยบายค่าแรง300พบข้อเสียหลายประการจ่อกระทบจีดีพีทรุดหากผู้ประกอบการปรับตัวไม่ได้

ผลกระทบจากนโยบายเพิ่มกำลังซื้อด้วยการขึ้นค่าแรง 300 บาท และขึ้นเงินเดือน ป.ตรี 1.5 หมื่นบาท กำลังกลายเป็นภาระใหญ่ของบรรดาผู้ประกอบการ

นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มี รศ.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ เป็นหัวหน้าคณะได้ทำการวิจัยในเรื่องนี้ พบว่าการดำเนินนโยบาย “ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท” ของรัฐบาลให้ครบทุกจังหวัด คิดเป็นการเพิ่มค่าแรงถึง 80% ของค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย

ข้อดีในการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทำให้ผู้ใช้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่ากันทั่วประเทศ มีฐานะความเป็นอยู่โดยรวมดีขึ้น เนื่องจากมีเงินทุนหมุนเวียนจากการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

มีแรงงานได้ประโยชน์โดยตรง 3.2 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของลูกจ้างเอกชนทั้งหมด

ข้อเสียมีหลายประการ เช่น มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% จากกรณีปกติ และอาจลดความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากต้นทุนเชิงเปรียบเทียบที่สูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้น

ภาระด้านต้นทุนค่าแรงงานของนายจ้างจะเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลให้สัดส่วนการจ้างงานของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ลดลงมาก และเคลื่อนย้ายไปสู่เศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้น

ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ถ้าผู้ประกอบการไม่สามารถปรับระดับผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นอีก 8–10% อาจจะส่งผลให้การขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงมากกว่า 1.7% จากกรณีปกติ

สำหรับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น ผลการศึกษาพบว่า นโยบายดังกล่าวมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้เป็นการปรับขึ้นสูงและทันที

สาขาที่จะได้รับผลกระทบต่อต้นทุนค่าจ้างรวมมากที่สุดคือ สาขาเกษตรกรรมซึ่งอาศัยแรงงานเป็นหลัก โดยหากคิดเป็นจำนวนเงินแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเดือนละ 2,125–2,936 ล้านบาท หรือเพิ่ม 21.71–29.99%

รองลงมา คือ สาขากิจการโรงแรมและบริการด้านอาหาร นายจ้างจะต้องจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นเดือนละ 465–861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.82–14.32%

อันดับต่อมาคือ สาขาก่อสร้าง มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 836– 1,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.01– 10.98%

สำหรับภาคการส่งออก ซึ่งมีแรงงานอยู่ในระบบกว่า 5.5 ล้านคน จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าจ้างแรงงานของไทยยังสูงกว่าค่าจ้างแรงงานของประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย บังกลาเทศ ซึ่งจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของไทยลดลงและเป็นปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว

นอกจากนี้ การปรับค่าจ้างยังมีผลกระทบให้เงินเฟ้อ เนื่องจากสินค้ากว่าจะมาถึงผู้บริโภคได้ต้องผ่านห่วงโซ่อุปทานประมาณ 10 อุตสาหกรรม แต่ละช่วงต้องมีการผลักภาระค่าจ้างบางส่วนใส่เข้าไปในตัวสินค้า ทำให้สินค้าเมื่อถึงมือผู้บริโภคมีราคาสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน นโยบายนี้จะทำให้อุตสาหกรรมกระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่และปริมณฑล เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง ทำให้การกระจายรายได้จึงกระจุกตัว

ผลกระทบด้านการลงทุนนั้น ทีดีอาร์ไอระบุว่า ค่าจ้างของไทยที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามซึ่งอัตราค่าจ้างต่ำกว่าไทย 2.3 เท่า จะทำให้การลงทุนในประเทศมีการชะลอตัว กดดันให้มีแรงงานผิดกฎหมายไหลเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้นกว่าเดิม

ผลกระทบต่อภาคการผลิต การค้า และบริการ จะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงครั้งนี้โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากเดิม 4%

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบรายภาค พบว่า ภาคตะวันออกได้รับผลกระทบมากที่สุด 98% ตามมาด้วยภาคเหนือ 96% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 95% ภาคใต้ 90% และภาคกลางได้รับผลกระทบ 89%

ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากสุดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ผลิตเฟอร์นิเจอร์หวาย ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ผลิตพลอยเจียระไน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องกระเป๋าหนัง ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างบ้าน และธุรกิจการขนส่งทางบก

ผลการวิจัยของทีดีอาร์ไอระบุว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปิดกิจการหรือย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศอื่นๆ อันจะนำไปสู่การลดลงของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เพราะค่าแรงของไทยจะสูงเป็นอันดับ 3 รองจากประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ และสูงกว่าลาว เวียดนาม กัมพูชา ถึง 3 เท่า ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมประเภทที่ใช้แรงงานเข้มข้นจะหันไปพึ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านแทน

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวย การด้านหลักประกันสังคม ทีดีอาร์ไอ หนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวว่าการปรับค่าแรงานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ลูกจ้าง และผู้บริโภคมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หรือเพิ่มประสิทธิภาพ และความสามารถการแข่งขัน และทำให้แรงงานมีรายได้มากขึ้น

เอสเอ็มอีที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถแข่งขันได้ หรือต้องพึ่งพิงแรงงานราคาถูก ถ้าไม่มีการปรับตัวต้องปิดกิจการ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องล้มตายไปทั้งหมด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน