
ไฮเออร์ ชี้ 3 ปัจจัยลบ กระหน่ำ ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า
ย่างเข้าสู่ปีที่ 11 แล้วที่เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีนอย่าง “ไฮเออร์” ได้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่มีความรุนแรงจากคู่แข่งรายใหญ่สินค้าแบรนด์เกาหลี ที่สามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดและขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งแทนสินค้าจากญี่ปุ่น
ย่างเข้าสู่ปีที่ 11 แล้วที่เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีนอย่าง “ไฮเออร์” ได้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่มีความรุนแรงจากคู่แข่งรายใหญ่สินค้าแบรนด์เกาหลี ที่สามารถชิงส่วนแบ่งทางการตลาดและขึ้นเป็นผู้นำอันดับหนึ่งแทนสินค้าจากญี่ปุ่น
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา สินค้าแบรนด์ไฮเออร์ก้าวเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในสินค้ากลุ่มตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน จากการจัดอันดับของยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
แต่สำหรับปีนี้การทำตลาดต่างประเทศจะทำได้ยากขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจโลกมารุมเร้า รวมถึงการรับรู้ของกลุ่มผู้บริโภคในไทยที่มองว่าเป็นสินค้าจากจีน จึงต้องใช้เวลาเพื่อสร้างการรับรู้ของกลุ่มผู้บริโภค
อู๋ หย่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดส่งออกเครื่องใช้จากไทยในภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบ 3 ประการ ได้แก่ 1.ผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 2929.5 บาท จากปีก่อนอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งกระทบกับการส่งออกต่างประเทศที่จะทำได้ยากขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราให้เท่ากับปีก่อนจะเป็นสิ่งที่ดี
2.ปัญหาจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่กระทบต้นทุนในการผลิตขยับเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต้องหาวิธีลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการทำงานของพนักงานเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงนั้นประเทศไทยไม่ได้สูงเพียงประเทศเดียว ในตลาดเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นถึง 23% อินโดนีเซียปรับเพิ่มขึ้น 20% ส่วนตลาดสหรัฐนั้นค่าแรงถือว่าปรับขึ้นสูงกว่าไทยถึง 10 เท่าตัว แต่ในปีนี้บริษัทจะยังไม่มีการปรับราคาขึ้น สำหรับสินค้าที่ทำตลาดในประเทศ
ปัจจัยสุดท้าย 3.ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่ยังเป็นปัญหาทำให้การทำตลาดได้ยากขึ้น เป็นผลกระทบที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากจะยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยจะใช้เงินลงทุนในการผลิตสินค้าใหม่ 300 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ไฮเออร์ต้องพยายามรักษายอดส่งออกสินค้าไปต่างประเทศไว้ที่ 7,000 ล้านบาท เป็นเป้ายอดขายที่เท่ากับเมื่อปีก่อน
“แม้ว่าตลาดส่งออกจะทำได้ยาก แต่เราเชื่อว่าตลาดในอาเซียนนั้นยังมีโอกาสเติบโตอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เนื่องจากไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค แต่เราก็ประเมินว่าผลกระทบจาก 3 ปัญหาไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขึ้น ค่าเงินบาทแข็ง และเศรษฐกิจโลกอาจจะทำให้ยอดขายของเราทรงตัวเท่ากับปีก่อน” อู๋ หย่ง กล่าว
สำหรับยอดขายในประเทศปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 2,200 ล้านบาท เติบโตราว 30% จากปีก่อนที่มียอดขาย 1,704 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายตู้เย็น 40% เครื่องปรับอากาศ 30% เครื่องซักผ้า 20% และตู้แช่ 10% ซึ่งคาดว่าในปีนี้สัดส่วนยอดขายจะใกล้เคียงเดิมมีเพียงเครื่องปรับอากาศจะขยับขึ้นเป็น 35% เนื่องจากเชื่อว่าความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศในไทยจะมากขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อน
“อย่ามองไฮเออร์ว่าเป็นสินค้าจีนที่มีราคาถูกมาตีตลาดประเทศอื่น แต่เราได้พัฒนาสินค้าเพื่อก้าวไปสู่ผู้นำในตลาดโลกอย่างทีวีแอลอีดี แม้ว่าจะมาช้ากว่าแบรนด์สินค้าญี่ปุ่นที่ทำตลาดในไทยมากว่า 40 ปี แต่ก็ใช่ว่าไม่มีโอกาสในการทำตลาด หากจะเปรียบก็เหมือนกับการตลาดของโทรศัพท์ไอโฟน แม้ว่าจะมาทีหลังค่ายโมโตโรล่า แต่ก็สามารถเป็นผู้นำตลาดได้ ซึ่งเราพยายามเซอร์เวย์และหาตลาดในกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ ตามมา” อู๋ หย่ง กล่าว
สำหรับแผนงานในปีนี้ บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ในตลาดเมืองไทยคือ แอลอีดี ทีวี จำนวน 4 รุ่น และในช่วงไตรมาส 2 มีแผนจะเปิดตัวสมาร์ตทีวีเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันจะใช้งบการทำตลาด 200 ล้านบาท เน้นผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อประเภทดิจิตอลรวมไปถึงการทำกิจกรรมโรดโชว์สินค้าตามร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมทางด้านการตลาดและสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภค
ปัจจุบันไฮเออร์มีสินค้าวางจำหน่ายในประเทศหลักๆ ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป และมีโรงงานทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน จอร์แดน ปากีสถาน สหรัฐอเมริกา ส่วนในไทยมีโรงงานตั้งอยู่ที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ผลิตตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และตู้แช่ เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก







