posttoday
กฎหมายแรงงานที่ต้องรู้

กฎหมายแรงงานที่ต้องรู้

10 มกราคม 2556

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การปิดงาน งดจ้าง (การเลิกกิจการหรือปิดโรงงานตามความหมายที่คนทั่วไปเรียกขาน) การปลดออก การไล่ออก การนำเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาแทนคนงาน และมีข่าวในทางที่จะไม่ค่อยจะเป็นผลดีกับลูกจ้างหลายข่าว ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้สอบถามมาที่ทนายคลายทุกข์มาเป็นจำนวนมาก ทนายคลายทุกข์จึงขอตอบคำถามต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนสอบถามมาเกี่ยวกับปัญหาด้านแรงงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ โดยขอตอบคำถามเป็นรายประเด็นดังนี้

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การปิดงาน งดจ้าง (การเลิกกิจการหรือปิดโรงงานตามความหมายที่คนทั่วไปเรียกขาน) การปลดออก การไล่ออก การนำเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาแทนคนงาน และมีข่าวในทางที่จะไม่ค่อยจะเป็นผลดีกับลูกจ้างหลายข่าว ทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้สอบถามมาที่ทนายคลายทุกข์มาเป็นจำนวนมาก ทนายคลายทุกข์จึงขอตอบคำถามต่างๆ ที่พี่น้องประชาชนสอบถามมาเกี่ยวกับปัญหาด้านแรงงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ โดยขอตอบคำถามเป็นรายประเด็นดังนี้

1.สถานประกอบการหรือนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างแรงงานไร้ฝีมือต่ำกว่า 300 บาทต่อวันได้หรือไม่

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 79 ให้อำนาจคณะกรรมการค่าจ้างกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำได้ตามมาตรา 79 (3) และให้บังคับแก่นายจ้างและลูกจ้างทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะเป็นหญิงหรือชาย คนต่างด้าวหรือคนไทย ตามมาตรา 89 ดังนั้น นายจ้างไม่ว่าจะจ้างคนไทยหรือคนต่างด้าวต้องไม่เลือกปฏิบัติและต้องจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทต่อวัน และห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ตามมาตรา 90 หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษตามมาตรา 144 วรรคแรก มีโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากนายจ้างคนใดไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างตามที่กฎหมายกำหนดได้ ต้องเลิกจ้างเท่านั้น มิฉะนั้น มีความผิดตามกฎหมาย หากจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ มีหลายโรงงานที่นายจ้างและลูกจ้างอาจจะช่วยกันหลีกเลี่ยงกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น ยอมรับค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำและลงชื่อรับเงินค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นความเท็จ กรณีดังกล่าวหากนายจ้างไปแจ้งประกันสังคมหรือสรรพากร ก็อาจมีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานอีกส่วนหนึ่ง

2.การบีบให้ออกจากงาน หากลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ลูกจ้างที่ถูกบีบให้ออกจากงานโดยไม่เป็นธรรม มีสิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โดยจะได้ค่าเสียหายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง เงินชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับนำมาประกอบการพิจารณากำหนดจำนวนค่าเสียหาย ให้นายจ้างชดใช้ให้แทน นอกจากนี้ ยังได้รับค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ตามอายุงาน แต่ถ้าเป็นกรณีบีบให้ออกจากงานเนื่องจากโกงนายจ้างหรือทุจริต ตามมาตรา 119 กรณีดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

3.การเปลี่ยนสภาพการจ้างจากลูกจ้างรายเดือนเป็นลูกจ้างรายวัน ไม่สามารถกระทำได้

เพราะการที่นายจ้างได้เปรียบลูกจ้างเกินสมควร ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 14/1 ซึ่งศาลแรงงานมีอำนาจสั่งให้มีผลบังคับเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี และนอกจากนี้ หากเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เกิดจากการแจ้งข้อเรียกร้องและมีผลใช้บังคับแล้ว กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้าง ขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานที่ทำใหม่หรือตกลงกันใหม่นั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ข้อตกลงใดในการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ขัดกับกฎหมายแรงงานถือเป็นโมฆะ เพราะกฎหมายแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่สามารถบังคับได้ ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20

4.การจ่ายค่าจ้างไม่ตรงเวลา

นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องตามที่ตกลงกันและต้องจ่ายให้ตรงตามกำหนดเวลา ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 หากฝ่าฝืนต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มตามมาตรา 9 ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในระหว่างเวลาผิดนัดและถ้าจงใจจะได้จ่ายต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน (โดนสองเด้ง)

5.การนำเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีมาใช้แทนคนงาน ตามกฎหมายแรงงาน

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 121 นายจ้างต้องแจ้งวันที่จะเลิกจ้างลูกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้าง ถ้าไม่แจ้งล่วงหน้าหรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด นอกจากจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว นายจ้างยังต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับอัตราสุดท้าย 60 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยด้วย ดังนั้น ถ้าจะเอาเครื่องจักรมาแทนคนงาน นายจ้างต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมายนะครับ

สุดท้ายนี้หวังว่านายจ้างและลูกจ้างต้องหันหน้าเข้าหากัน ช่วยกันประคับประคองกิจการและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ต่อไป โดยส่วนตัวไม่อยากเห็นนายจ้างปิดโรงงานเพราะจะทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมาก ทางออกที่สร้างสรรค์ต้องพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคุมไปกับการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งการหาตลาดใหม่เพิ่มเติม ถ้าร่วมมือกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างก็ไม่มีอะไรที่เกินฝันนะครับ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน