
คลังหนุนนายกฯไม่ยุบสภา
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผย เห็นด้วยกับนายกฯที่ตัดสินใจไม่ยุบสภา ระบุหากยุบอาจกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เผย เห็นด้วยกับนายกฯที่ตัดสินใจไม่ยุบสภา ระบุหากยุบอาจกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สนับสนุนแนวคิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจไม่ยุบสภาภายใน 15 วันตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องเร่งจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ให้แล้วเสร็จอย่างน้อยในช่วงเดือนมิ.ย. 2553 เพื่อให้ใช้ได้ทัน 1 ต.ค. 2553 ดังนั้น หากเกิดการยุบสภาในเวลานี้ จะส่งผลให้กฏหมายดังกล่าวเสร็จไม่ทันซึ่งทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2554 ขาดการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
"ปัญหาทางด้านการเมืองถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีส่วนสำคัญกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ความวุ่นวายยืดเยื้อไปจนถึงไตรมาสสุดท้ายของปี หรือ เกิดการยุบสภานั้นอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2553 ขยายตัวเพียง 2.7% ทั้งที่เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ 4.5-5%" นายสาธิต กล่าว
นายสาธิต กล่าวว่า ยอดนักท่องเที่ยวมีสัญญาณที่ลดลงหลังจากที่เริ่มมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลให้ยุบสภา โดยนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิมีจำนวนลดลง 15% ซึ่งการเดินทางเข้าทางสนามบินสุวรรณภูมิคิดเป็น 70% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยทั้งหมด ซึ่งหากการเดินทางที่สนามบินเชี่ยงใหม่ ภูเก็ต ไม่ลดลง ก็จะส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง 10% ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยหายไป 140 ล้านบาทต่อวัน หากการชุมนุมยืดเยื้อก็จะมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวของไทยเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าของเงินลงทุนอยู่ในระดับสูง ทั้งการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) หรือจะเป็นเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นของไทยที่ให้ผลตอบแทนดี โดยในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในตลาดหุ้นถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท เทียบกับปี 2552 ทั้งปี มีเงินลงทุนต่างประเทศเข้ามาในตลาดหุ้น 1.1-1.2 พันล้านเหรียญสหรัญ หรือประมาณ 3.5-3.7 หมื่นล้านบาท
นายสาธิต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับความสนใจ เพราะมีผลตอบแทนดี มีการจ่ายเงินปันผลในบางบริษัทสูงกว่า 10% โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่จ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 3% เทียบกับผลตอบแทนที่ได้จากดอกเบี้ยเงินฝากที่ประมาณ 1% ถือว่าตลาดหุ้นไทยน่าสนใจอันดับต้นๆ ในภูมิภาคนี้







