posttoday
บจ.อู้ฟู่...รับกำไรอื้อจากซื้อหุ้นคืน

บจ.อู้ฟู่...รับกำไรอื้อจากซื้อหุ้นคืน

04 มกราคม 2556

โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ

โดย...พนิตศรณ์ หวังจงชัยชนะ

เกินความคาดหมายเมื่อโค้งสุดท้ายของปี 2556 ดัชนีหุ้นไทยสามารถถีบตัวเองขึ้นทดสอบระดับสำคัญ 1,400 จุด ได้สำเร็จ และตลอดทั้งปีดัชนีหุ้นเป็นช่วงขาขึ้นเข้าสู่ภาวะกระทิงเต็มตัว ส่งผลให้นักลงทุนต่างได้กำไรกันถ้วนหน้า ในส่วนของโบรกเกอร์เองก็มีความสุขกับมูลค่าการซื้อขายที่สูงจนไม่มีเสียงบ่นเรื่องผลกระทบจากการเปิดเสรีธุรกิจหลักทรัพย์ให้ได้ยิน

ทางด้านของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เองได้รับผลดีจากมูลค่าหุ้นของบริษัทที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ได้จัดทำโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) เมื่อช่วงปี 2551 ซึ่งขณะนั้นดัชนีหุ้นอยู่ในระดับต่ำเพียงกว่า 400 จุด และเมื่อครบกำหนดที่จะสามารถขายคืนหุ้นที่ได้ซื้อคืน ดัชนีหุ้นกลับทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 16 ปี ได้สร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ บาง บจ.มีกำไรหลายเท่าตัว

เรียกได้ว่าความพยายามของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอันที่จะกระตุ้นให้ บจ.ออกโครงการซื้อหุ้นคืนนั้นมาได้ถูกที่ถูกเวลา เพราะโครงการซื้อหุ้นคืนเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทางตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มกระตุ้นให้ บจ.งัดออกมาใช้ในยามที่หุ้นซบเซาเมื่อช่วงปี 2551 โดยเห็นว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารทางการเงินในกรณีที่ราคาหุ้นต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากระยะใดภาวะตลาดหุ้นร้อนแรง จำนวนการจัดโครงการดังกล่าวจะน้อย ในทางกลับกัน เมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงซบเซา บจ.มักจะงัดโครงการซื้อหุ้นคืนมาใช้ในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินส่วนเกินเพื่อซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวนที่มากกว่า

จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่าสิ้นสุดปี 2555 มี บจ.อยู่ระหว่างการทำโครงการซื้อหุ้นคืนทั้งสิ้น 18 บริษัท และอยู่ระหว่างการขายคืน 14 โครงการ ในจำนวนนี้มี 10 บริษัท ที่ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2555 สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยในการซื้อหุ้นคืน

พบว่าบริษัท ซัสโก้ (SUSCO) ราคาหุ้นได้ปรับเพิ่มขึ้นมามากที่สุด 423% รองลงมาคือ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท (S&P) เพิ่มขึ้น 353% ตามมาด้วยบริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง (PM) 192%

“ชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์” กรรมการผู้จัดการ SUSCO กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้มีการตัดสินใจว่าจะจัดการหุ้นที่ได้ซื้อคืนมาอย่างไร แม้ว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นมาหลายเท่าตัวก็ตาม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการบริษัท ทั้งนี้ การจัดโครงการซื้อหุ้นคืน ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะในขณะนั้นเห็นว่าราคาหุ้น SUSCO ต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี (บุ๊กแวลู)

สำหรับ SUSCO เองได้เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. 2553 ประกาศจะซื้อเป็นจำนวน 50 ล้านหุ้น และครบกำหนดโครงการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 2554 โดยได้มีการเข้าซื้อหุ้นคืนเป็นจำนวน 40 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 25.37 ล้านบาท ในราคาเฉลี่ยที่ 0.63 บาทต่อหุ้น

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET นับเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่จัดโครงการซื้อหุ้นคืนไปแล้วและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยได้ประกาศจะซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค. 2551 จำนวน 56 ล้านหุ้น และได้เข้าไปซื้อจริง 2.2 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 15.09 ล้านบาท มีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 6.8 บาท และได้เริ่มทยอยขายหุ้นที่ได้เข้าไปซื้อคืนมาตั้งแต่ปี 2553 และเพิ่งจบการขายไปเมื่อช่วงต้นปี 2555 ในราคาเฉลี่ย 1516 บาท ทำให้เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มีกำไรเป็นเท่าตัวจากโครงการซื้อหุ้นคืนดังกล่าว

ทางด้าน “บุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์” ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MBKET กล่าวว่า สาเหตุที่บริษัทตัดสินใจจัดโครงการซื้อหุ้นคืน เพราะเห็นว่าในขณะนั้นราคาหุ้นบริษัทอยู่ในระดับต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นระดับราคาที่บริษัทรับไม่ได้ทั้งที่เป็นโบรกเกอร์อันดับ 1 และมีกระแสเงินสดเหลืออยู่ในมือจำนวนมาก เมื่อทำไปแล้วราคาหุ้นบริษัทดีขึ้น และได้กำไรจากการขายหุ้นในระดับเท่าตัว แต่ทั้งนี้กำไรดังกล่าวไม่ได้มีสาระสำคัญ เพราะธุรกิจหลักยังคงให้ความสำคัญกับการเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จัดโครงการซื้อหุ้นคืนแล้วจะประสบความสำเร็จจากราคาหุ้น เพราะในจำนวน 14 บริษัท ที่อยู่ระหว่างการขายคืนนั้น มี 4 บริษัท ราคาหุ้น ณ สิ้นปี 2555 ต่ำกว่าราคาต้นทุนเฉลี่ยที่ได้ซื้อหุ้นคืน โดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น (NBC) ลดลงมากสุด 14.53% รองลงมาคือ บริษัท ซีเอสพี สตีลเซ็นเตอร์ (CSP) ลดลง 11.3% บริษัท ไทยคูน เวิลด์ไวด์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) หรือ TYCN ลดลง 9.8% และบริษัท ฮั้วฟง รับเบอร์ (ไทยแลนด์) หรือ HFT ลดลง 0.82%

จากข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 25512555 มี บจ.เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนทั้งสิ้น 58 บริษัท รวม 68 โครงการ และ ณ วันที่ 24 ธ.ค. 2555 มีโครงการที่ดำเนินการจบแล้ว 49 โครงการ อยู่ระหว่างการขายคืน 14 โครงการ อยู่ระหว่างช่วงรอเวลาขายคืน 4 โครงการ และอยู่ระหว่างการซื้อคืน 1 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้นคืนกว่า 7,900 ล้านบาท

“ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง” ผู้ช่วยผู้จัดการ กลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งมีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มสูงขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสของ บจ.ที่อยู่ระหว่างช่วงเวลาการขายคืน และกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาขายคืนในการพิจารณานำหุ้นซื้อคืนออกมาขาย ภาวะตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้บริษัทมีโอกาสได้รับกำไรจากการขายหุ้นคืน ซึ่งจะทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นการสร้างความมั่งคั่งให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ในทางหนึ่ง

“สำหรับวิธีการขายคืน บจ.สามารถเลือกได้ทั้งการขายผ่านตลาดหุ้น หรือเสนอขายต่อประชาชนแบบ Public Offering ซึ่งวิธีการขายแบบผ่านกระดานของตลาดหลักทรัพย์เป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากไม่ซับซ้อน โดยบริษัทสามารถเริ่มขายหุ้นซื้อคืนได้ 14 วันภายหลังคณะกรรมการมีมติและเปิดเผยต่อตลาดหุ้น” ปวีณา กล่าว

“ชนิตร ชาญชัยณรงค์” รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาวะตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการขายหุ้นที่ได้ซื้อหุ้นคืนของ บจ. สะท้อนให้เห็นว่า หาก บจ.และคณะกรรมการบริษัทเข้าใจก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นได้

“ชนิตร” ให้มุมมองว่า เครื่องมือทางการเงินที่จะมาแรงในปี 2556 น่าจะเป็นเรื่องของโครงการพนักงานร่วมลงทุน หรืออีจิป (Employee Joint Investment Program : EJIP) เพราะประเมินว่าสภาพเศรษฐกิจจะมีการเติบโตที่ดี ทาง บจ.ต้องมองหาเครื่องมือในการจูงใจให้พนักงานยังคงทำงานร่วมกับบริษัท ซึ่ง EJIP น่าจะเป็นคำตอบที่ดี เพราะมีคุณลักษณะคล้ายกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยให้พนักงานซื้อหุ้นบริษัท และทางบริษัทจะซื้อสมทบให้ แต่ไม่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น (ไดลูท) เหมือนกับโครงการแจกหุ้นและตราสารทุนให้กับผู้บริหารและพนักงาน บจ. หรืออีสป (Employee Stock Option : ESOP)

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน