
ปลดล็อค 3 เงื่อนไขขับเคลื่อน "ทวายโปรเจกต์"
โดย...จตุพล สันตะกิจ
โดย...จตุพล สันตะกิจ
โครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวาย เป็นโครงการยุทธศาสตร์ของทั้งไทยและเมียนมาร์ แต่เมื่อบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD ได้สัญญาสัมปทานโครงการมาแล้วกว่า 2 ปี โครงการยังล่าช้า รัฐบาลไทยและเมียนมาร์ จึงร่วมมือกันผลักดันโครงการนี้ โดยตั้งเป้าเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเดือน เม.ย. 2556
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการร่วมระดับสูงไทยเมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่า หากต้องการให้โครงการนี้เดินหน้า ต้องทำอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะกลไกขับเคลื่อนโครงการ
“เขาให้ความสำคัญโครงการนี้มาก เพราะเชื่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ำลึก จะสร้างการเติบโตให้ประเทศเขา เป็นแหล่งรองรับการลงทุนและการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ และต้องยอมรับว่าโครงการทวายเป็น “เมกะโปรเจกต์” ระดับโลก ซึ่งวันนี้เราแทบไม่เห็นโครงการขนาดใหญ่แบบนี้” อาคม กล่าว
โดยการประชุมระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และประธานาธิบดีเต็งเส่ง ของเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา และการประชุมอนุกรรมการย่อย 6 ชุด รัฐบาลเมียนมาร์ ร้องขอเปลี่ยนตัวคู่สัญญาสัมปทานโครงการทวาย จากเดิมที่บริษัท อิตาเลียนไทย เป็นคู่สัญญากับการท่าเรือของเมียนมาร์ มาเป็นบริษัทร่วมทุนใหม่หรือโฮลดิงคอมปานี
“เวลานี้พม่าเขาอยากให้เขียน Framework Agreement หรือข้อตกลงใหม่ ที่เดิมเขาลงนามกับบริษัท อิตาเลียนไทย ซึ่งเขาอยากแก้ตรงนั้น เพื่อหาตัวผู้ลงทุนใหม่เป็นบริษัทร่วมทุนอันใหม่ หรือโฮลดิงคอมปานี เขาเห็นว่าบริษัท อิตาเลียนไทย ทำงานช้าเพราะแหล่งเงินไม่สามารถระดมทุนได้ เขาก็อยากแก้ไขสัญญาตรงนี้” อาคม กล่าว
อาคม ย้ำว่า รัฐบาลเมียนมาร์มีสิทธิที่จะเปลี่ยนตัวคู่สัญญาโครงการทวายได้อยู่แล้ว เพราะรัฐบาลเมียนมาร์ให้ความสำคัญกับโครงการนี้มาก และต้องการเห็นโครงการเกิดขึ้นเร็ว เพราะเมียนมาร์เชื่อว่าโครงการทวายจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจเมียนมาร์ให้เติบโต และเป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่บริษัท อิตาเลียนไทย รับข้อเสนอนี้แล้ว
“ไอทีดีเขาไม่มีปัญหาอะไร เขาขอให้โครงการเกิดขึ้นให้ได้ เขายอมถอยมาเป็นผู้ร่วมลงทุนก็ได้” อาคม กล่าว
ในขณะที่รูปแบบกลไกการขับเคลื่อนโครงการลงทุนทวายตามข้อตกลงอันนี้ใหม่นั้น รัฐบาลเมียนมาร์ต้องการให้มีบริษัทร่วมใหม่เข้าไปถือสัญญาแทนบริษัท อิตาเลียนไทย แต่ก็เปิดทางให้บริษัท อิตาเลียนไทย ถือหุ้น และโมเดลที่เมียนมาร์อยากเห็น คือ มีรัฐบาลไทย รัฐบาลเมียนมาร์ รัฐบาลประเทศอื่นๆ และเอกชนมาร่วมถือหุ้นในบริษัทนี้
อาคม ระบุว่า รูปแบบการลงทุนโครงการทวายมี 2 ทางเลือก ซึ่งฝ่ายไทยและเมียนมาร์หารือกันอยู่ขณะนี้ คือ 1.จัดตั้งโฮลดิงคอมปานี และมีบริษัทลูกที่เป็นบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) เข้ามาลงทุนในแต่ละโครงการ เช่น โครงการถนน ท่าเรือ รถไฟ โรงไฟฟ้า ระบบน้ำ นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเมียนมาร์อยากให้มีผู้ร่วมทุนหลายประเทศ
2.ไม่มีการจัดตั้งโฮลดิงคอมปานี แต่จัดตั้งบริษัทร่วมทุนหรือ SPV มาดำเนินการในแต่ละโครงการเลย และให้แต่ละบริษัทถือสัญญากับรัฐบาลเมียนมาร์ ซึ่งวิธีนี้จะทำได้คล่องตัวและการลงทุนเกิดขึ้นเร็ว แต่ข้อเสนอตรงนี้จะมีจุดด้อยกว่าการจัดตั้งบริษัทโฮลดิงคอมปานี เพราะการที่มีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิงคอมปานีจะสร้างความเชื่อมั่นในการระดมทุน
“พม่าคุยกับเราญี่ปุ่น เอดีบี ซึ่งรูปแบบที่ญี่ปุ่นเสนอมีตัวบริษัทใหญ่ และให้มีบริษัทลูกหรือมีบริษัทเล็กๆ ที่เป็น SPV มาลงทุนแต่ละเรื่อง ซึ่งเป็น SPV จะเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนก็ได้ แต่ในส่วนโฮลดิงฯ เขาอยากให้ร่วมทุนระหว่างรัฐบาลไทย เมียนมาร์ และบริษัทที่ทำแต่ละโครงการ เพราะโฮลดิงเป็นสิ่งสร้างความเชื่อมั่นได้” อาคม กล่าว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยืนยันว่ารัฐบาลมีจุดยืนที่จะไม่เข้าไปถือหุ้น แต่จะสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจไทยเข้าไปถือหุ้นแทน โดยเรื่องนี้นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมประสานงานระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JCC) ย้ำมาโดยตลอด
“การผลักดันโครงการนี้เป็นความร่วมมือรัฐบาลไทยและเมียนมาร์ แต่ไม่ใช่รัฐบาลพม่าและรัฐบาลไทยจะมาร่วมลงทุน แต่สร้างกลไกระดมทุน โดยสร้างบริษัทมาระดมทุน เพราะการระดมทุนขนาดนี้เหลือบ่ากว่าแรงบริษัท อิตาเลียนไทย เมื่อเราเห็นร่วมกันว่ารูปแบบจะเป็นแบบไหน จากนั้นเขาก็เปลี่ยนสัญญา” อาคม กล่าว
แม้ว่ารูปแบบกลไกขับเคลื่อนการลงทุนยังเป็นสิ่งต้องศึกษาต่อไป อาคม ระบุว่า กฎระเบียบของเมียนมาร์เป็นสิ่งที่ต้องทำให้ชัดเจนควบคู่กันไป เพราะปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของเมียนมาร์มี 3 ระดับ และแต่ละระดับให้สิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกัน โดยในส่วนการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทวายจะต้องมีกฎหมายที่ชัดเจนก่อน
อาคม ระบุว่า กฎหมายลงทุนของเมียนมาร์มี 3 ระดับ คือ 1.กฎหมายการส่งเสริมลงทุนจากต่างประเทศ สิทธิยกเว้นภาษี 3 ปี 2.กฎหมายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วไปได้สิทธิยกเว้น 5 ปี แต่ขยายถึง 8 ปี และ 3.กฎหมายพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะทวาย สิทธิประโยชน์มากกว่า
“การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจะได้สิทธิประโยชน์สูงสุด แต่หากเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจพิเศษจะไม่ได้สิทธิ ซึ่งไทยคิดว่าตรงนั้นน่าจะได้สิทธิประโยชน์ด้วย เราขอให้เขาแก้ไขและเขากำลังแก้ตรงนี้ เพราะหากกฎหมายสิทธิประโยชน์ไม่ชัดเจน ก็จะไม่สร้างความมั่นใจ ถ้ามีตรงนี้เราถึงจะไปโรดโชว์ได้” อาคม ระบุ
อาคม กล่าวว่า หากจะทำให้นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกทวายเกิดขึ้น ต้องเริ่มจากการสร้างถนนหนทาง ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม อีกทั้งค่าเช่าพื้นที่นิคม ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องถูกกว่าฝั่งไทย ไม่เช่นนั้นผู้ประกอบการจะเลือกอยู่ฝั่งไทยดีกว่า และฝ่ายไทยเองต้องอำนวยความสะดวกในเรื่องด่านชายแดน
ดังนั้น รัฐบาลไทยจะต้องเสนอให้รัฐบาลเมียนมาร์ทบทวนแผนลงทุนบางโครงการ เช่น การสร้างถนนมอเตอร์เวย์จากนิคมเชื่อมมายังชายแดนไทยพม่า และการลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึก เพราะให้เอกชนลงทุนทั้งหมดตามรูปแบบที่เมียนมาร์ต้องการ เอกชนที่มาลงทุนก็ต้องคิดค่าบริการแพง เพียงแต่ขณะนี้เมียนมาร์บอกว่าไม่มีเงินและไม่ต้องการกู้
“รัฐบาลไทยต้องบอกพม่า โดยขอให้พม่ามีข้อเสนอที่จูงใจ และทำให้โครงการคุ้มค่าลงทุน เช่น ทำถนนเชื่อมชายแดนไทยพม่าไปถึงนิคมและท่าเรือทวาย และค่าผ่านทางต้องถูก ไม่ใช่การกำหนดค่าผ่านทาง 31 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1,000 บาท คงไม่มีใครไปใช้ เพราะแพงกว่าการขนส่งจากแหลมฉบังอ้อมสิงคโปร์ไปยุโรป” อาคม กล่าว
อาคม ย้ำว่า หากเมียนมาร์ต้องการให้โครงการทวายมีผู้ประกอบการมาใช้บริการ ค่าใช่จ่ายต่างๆ ต้องถูกลงกว่านี้ และหากต้องการให้ค่าบริการถูกรัฐบาลเมียนมาร์ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบางส่วน เช่น การลงทุนอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทย ที่รัฐบาลไทยรับภาระลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งถนนและท่าเรือ
“ท่าเรือเป็นภาระที่รัฐบาลต้องลงทุน แต่พม่าบอกให้เอกชนทำ ถ้าเอกชนทำก็ต้องเอากำไร ซึ่งเราต้องบอกให้รัฐบาลเมียนมาร์ลงทุน และเงินลงทุนนั้นจะมีผลตอบแทนในรูปภาษี นี่เป็นสิ่งที่เราต้องคุยกับเขา ส่วนเรื่องเงินรัฐบาลพม่ากู้ได้อยู่แล้ว แต่เขาไม่อยากกู้ นี่คือหัวใจที่เราต้องคุยกับเขากับโครงการขนาด 3-4 แสนล้านบาทนี้” อาคม ทิ้งท้าย







