posttoday
การพัฒนาที่ไร้ทิศทาง

การพัฒนาที่ไร้ทิศทาง

30 มีนาคม 2553

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

ในขณะที่บ้านเมืองเรายังวุ่นวายว่าจะยุบหรือไม่ยุบสภา จนผู้คนไม่เป็นอันทำงานทำการ ยกเว้นนักเล่นหุ้นที่กำลังสนุกกับการเล่นหุ้นที่ราคาขึ้นเอาๆ เพราะเงินร้อนจากต่างประเทศไหลเข้ามาแสวงหากำไร นานาประเทศรอบบ้านก็รีบเร่งทำมาหากินโดยถ้วนทั่ว จนขณะนี้มีข่าวว่าประมาณเดือน เม.ย.ที่กำลังจะมาถึง คงมีการพิจารณาว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนถึงเวลาที่จะออกจากการดำเนินมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบอัดฉีดเสียที เพราะถ้ายืดเยื้อจะทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา เช่น ปัญหาเงินเฟ้อ และปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว

พูดไปแล้วน่าเบื่อหน่ายครับ เพราะยังไม่เห็นมีใครออกมากำหนดทิศทางและกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า เมื่อไรประเทศนี้จึงจะสามารถออกจากนโยบายการบริหารเศรษฐกิจในภาวะที่ไม่ปกติเสียที ที่เห็นเป็นข่าวอยู่วนๆ กันไม่กี่เรื่องที่สำคัญคือแต่ละเรื่องพูดกันอยู่ปัญหาเดิมและคำตอบเดิมๆ จนน่าคิดว่าจะมัวถามมัวตอบอยู่ทำไม เพราะคำถามก็เกือบเป็นคำถามมาตรฐานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้นราคาขึ้นหรือตก เงินบาทแข็งค่าเกินไปหรือไม่ นานๆ ทีหยิบเรื่องพลังงานทดแทนขึ้นมาพูดเวลาน้ำมันราคาแพง แล้วก็จบไปทันทีที่น้ำมันลดราคาลง

เอาว่าระหว่างที่เราย่ำอยู่กับที่ คนอื่นก็เดินแซงไปข้างหน้าทีละคนสองคน ไม่ต้องเอ่ยชื่อคงทราบกันดีอยู่ เพราะขืนพูดก็หยิบเรื่องเก่ามาพูดวนๆ อีก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้วอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน แต่ผมว่าปัจจัยที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ถอยหลังลงเมื่อประมาณ 1020 ปีที่ผ่านมานั้นกำลังมาเคาะประตูอยู่หน้าบ้าน บางปัจจัยก็เข้ามาอยู่ในบ้านแล้วด้วยซ้ำไป เช่น ปัญหาการเมือง ปัญหาการคอร์รัปชัน ปัญหาการผูกขาดตัดตอนของธุรกิจใหญ่ๆ ที่ทำลายโอกาสของธุรกิจเล็กๆ ที่จะเจริญเติบโต สร้างนายทุนรุ่นใหม่และธุรกิจใหม่ๆ ในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต รวมถึงทำให้นโยบายบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศระยะยาว ไม่มีโอกาสเกิดเพื่อสร้างกำไรให้กลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่ม

ก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่านครับที่ใช้เนื้อที่ในคอลัมน์นี้บ่นเสียนานพอสมควร แต่ด้วยเหตุนี้จึงขอเก็บเรื่องดีๆ ของเพื่อนบ้านมาเล่าให้ท่านฟัง อย่างน้อยจะได้ภูมิใจในฐานะที่เป็นคนเอเชียเหมือนกัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่เพิ่งผ่านมา บริษัท ฟอร์ดมอเตอร์ ได้แถลงข่าวผ่านตลาดหุ้นนิวยอร์กว่า ได้ตกลงกับบริษัท ซีเจียง กีรี โฮลดิ้ง (ZHEJIANG GEELY HOLDING GROUP) ของจีน ที่จะขายบริษัทผลิตรถยนต์ที่คนไทยรู้จักกันดีว่าเป็นรถยุโรป ขนานแท้และดั้งเดิมคือ รถยนต์วอลโว่ให้

ตามรายงานข่าวที่ว่า คาดว่าการขายบริษัทรถยนต์วอลโว่จะจบลงได้ในไตรมาส 3 ของปีนี้ ถ้าไม่มีปัญหากับทางราชการ โดยฟอร์ดจะขายวอลโว่ให้กับกลุ่มบริษัทจีนกลุ่มนี้ในราคาประมาณ 1,0008,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ท่านอ่านแล้วรู้สึกอย่างไรครับ แต่ผมอ่านแล้วรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จของคนเอเชียด้วยกัน ที่สามารถเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทรถยนต์ที่มีชื่อเสียงของยุโรป จากผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟอร์ดให้เหตุผลในการขายว่า เพื่อให้วอลโว่สามารถดำเนินกิจการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดโลกต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการซีเจียง กีรี ของจีน

ที่เขียนเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเพราะผมเองผ่านประสบการณ์จากการล่มสลายของระบบสถาบันการเงินของไทยในปี 2540 มาแล้ว ได้เห็นฝรั่งเด็กๆ เข้ามาวางตัวเป็นผู้รู้ สั่งสอนคนไทยว่าควรบริหารจัดการธุรกิจของตัวเองอย่างใด และหลังจากนั้นก็เห็นสถาบันการเงินของไทยค่อยๆ ตกไปเป็นของคนต่างชาติทีละแห่งสองแห่ง หลังจากทางการไทยใช้เงินภาษีอากรเข้าไปแก้ไขปัญหาให้เรียบร้อย

เพราะฉะนั้นเวลาเกิดปัญหาที่สหรัฐและยุโรปจึงไม่ค่อยจะเห็นอกเห็นใจ และมักจะดีใจเวลาที่คนเอเชียเช่นจีนหรืออินเดียเข้าไปซื้อหรือครอบงำกิจการของประเทศที่เจริญแล้ว

ย้อนกลับมาพูดเรื่องปัจจัยซึ่งนำมาซึ่งความล่มสลายของฟิลิปปินส์อีกนิดหนึ่งครับ นอกจากปัญหาการเมืองแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ซึ่งนำมาซึ่งการใช้ความรุนแรงตอบโต้ซึ่งกันและกันแล้ว ปัญหาซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังและไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ก็น่าจะได้แก่ปัญหาของภาคเศรษฐกิจด้านการเกษตรของประเทศ ซึ่งขาดการวางแผนและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ นอกจากการใช้เงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือที่ปลายเหตุ อย่างเช่นวันที่ 29 มี.ค. มีข่าวว่ารัฐบาลกำลังจัดสรรเงินงบประมาณ 1,400 ล้านบาท เข้าไปจ่ายชดเชยความเสียหายให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคเพลี้ยกระโดด

ความจริงถ้าโรคนี้แพร่ระบาดในสถานการณ์ปกติ ก็สมควรอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน แต่ตอนนี้มีข่าวจากทางราชการเองว่า ปัญหาเพลี้ยกระโดดระบาดนั้น เกิดจากการที่เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังต่อเนื่องนาปีกันปีละสองครั้ง สามครั้ง เพราะเมื่อปลูกข้าวแล้ว ถ้ารัฐไม่รับจำนำราคาสูง รัฐก็รับประกันรายได้ว่าจะมีรายได้จากการปลูกข้าวที่ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ไม่ขาดทุน เกษตรกรก็เร่งปลูกข้าวกันใหญ่ พอปลูกต่อเนื่องไม่พักดิน เพลี้ยกระโดดก็แพร่ระบาดเพราะมีอาหารกินตลอดปี ทำให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย รัฐต้องเข้าไปชดเชยให้

คงต้องตั้งคำถามว่า ปัญหาอย่างนี้เกิดจากเกษตรกรหรือเกิดจากการดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุของรัฐกันแน่

นอกจากภาคเกษตรแล้ว แม้แต่ภาคธุรกิจที่แข็งแรงกว่า เช่น ธุรกิจภาคผลิตและภาคส่งออก ต่างมีปัญหาคล้ายๆ กัน จนดูเหมือนว่า ถ้ารัฐไม่เข้าไปช่วยเหลือ เช่น ช่วยดูแลค่าของเงินบาท ลดอัตราภาษีอากรให้ หรือให้สิทธิประโยชน์อื่นๆ แล้วจะยืนอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้

ความจริงตรงนี้น่าคิดครับว่า หลังจากที่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมมานานกว่า 20 ปี ต้นทุนการผลิตบางอย่าง เช่น ค่าเช่า ค่าแรงงานยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทำไมอุตสาหกรรมไทยยังยืนด้วยตัวเองไม่ได้ ภาคราชการเองมักโทษภาคเอกชนว่าไม่พัฒนา ไม่สร้างแบรนด์ไม่ลงทุนเพิ่ม ส่วนภาคเอกชนตั้งคำถามกลับว่า ถ้าเขาสร้างแบรนด์และลงทุนเพิ่มแล้ว ทางการไทยยังส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนไม่เสียภาษี ผลิตสินค้าขายแข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้ว เขาจะอยู่ได้อย่างไรก็วนไปวนมาอีก

ทั้งหมดนี้ไม่มีข้อสรุปครับ เขียนๆ ไปเพราะไม่ทราบจะเขียนเรื่องอะไร ระหว่างที่เขาเจรจาความการเมืองกันอยู่ครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค