posttoday
จับตาค่าแรงหรือน้ำมัน ผลักดันเงินเฟ้อ

จับตาค่าแรงหรือน้ำมัน ผลักดันเงินเฟ้อ

02 มกราคม 2556

คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2556 ที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันจัดทำแล้ว ที่อัตรา 0.53% ซึ่งเป็นกรอบเงินเฟ้ออัตราเดียวกับที่ใช้ในปี 2555

คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2556 ที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันจัดทำแล้ว ที่อัตรา 0.53% ซึ่งเป็นกรอบเงินเฟ้ออัตราเดียวกับที่ใช้ในปี 2555

อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทางกระทรวงพาณิชย์จะแถลงตัวเลขเงินเฟ้อ โดยคาดว่าจะประกาศในกรอบ 2.8-3.4%

อัตราเงินเฟ้อที่วางกรอบไว้นั้นใกล้เคียงกัน แต่ก็ยังมีความกังวลว่าเงินเฟ้อในปีนี้อาจจะเพิ่มสูงกว่าที่คาดการณ์ได้ หากสถานการณ์เศรษฐกิจกลับทิศ

ในวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยจะใช้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ วันละ 300 บาททั่วประเทศ ทำให้หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าเงินเฟ้ออาจจะปรับตัวสูงขึ้นได้จากการขึ้นค่าจ้าง แต่หลายฝ่ายก็คิดว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่จะมาจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คงจะไม่มากเท่าการขึ้นรอบแรก 7 จังหวัด ในปีที่แล้ว ที่ทำให้เป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อถึง 40%

ธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ คือ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก อาทิ ธุรกิจก่อสร้าง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อาหารและเครื่องดื่ม เกษตรกรรม การค้าปลีกและค้าส่ง อุตสาหกรรมเหล่านี้จะแบกต้นทุนสูงมากกว่าธุรกิจอื่น

ทางรอดของผู้ประกอบการทำได้เพียงการปรับตัว เพราะยังไม่มีทางออกว่าจะหลบต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างไร หากไม่ส่งผ่านไปในราคาสินค้า ให้ผู้บริโภคแบกรับภาระไปบ้าง

การส่งผ่านต้นทุนนี้จะต้องจับตาว่า จะส่งผ่านไปมากน้อยอย่างไร เพราะจะมีผลต่อราคาสินค้าและเงินเฟ้อทั้งสิ้น

วัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2556 นี้ หลังจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์จะเข้มงวดกับการตรวจสอบราคาสินค้า ที่จะมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา เนื่องจากไม่มีการศึกษา และพบว่าค่าจ้างที่ปรับขึ้นไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะให้ผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าขึ้นได้

นั่นคือผลกระทบในด้านระดับราคา

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปีหน้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าจ้างขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ให้จับตาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่หากสหรัฐอเมริกาและจีนฟื้นขึ้นในครึ่งปีหลัง

ยักษ์ใหญ่ทั้ง 2 ประเทศนี้จะมีการใช้น้ำมันมากขึ้น ดึงราคาในตลาดโลกให้สูงขึ้นได้อีก ฉะนั้นเงินเฟ้อในปีนี้จะต้องจับตาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันเป็นหลัก ยิ่งราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเกินกรอบเป้าหมายก็เป็นไปได้มาก

แต่ผลกระทบทางด้านเจ้าของกิจการนั้น ธุรกิจขนาดใหญ่จะมีความทนทานต่อปัญหาและปรับโครงสร้างได้ง่ายกว่าบริษัทขนาดเล็ก

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวใดๆ ได้ การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น 5.86.3% ซึ่งอาจจะทำให้ธุรกิจต้องปิดตัวลง

และที่หนักกว่านั้น คือ การย้ายฐานการผลิตหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีต้นทุนค่าจ้างที่ถูกกว่า

การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าจ้างสูงติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน ใกล้เคียงกับมาเลเซีย และฟิลิปปินส์

ฉะนั้น ธุรกิจที่ใช้แรงงานจำนวนมาก ขายได้มาร์จินต่ำ และต้องขายราคาถูก มีโอกาสที่จะย้ายฐานการผลิตไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน หรือต้องเลิกกิจการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท หรือลูกจ้างไม่เกิน 200 คน 2.9 ล้านราย

ข้อเสนอจากตัวแทนเอกชน เสนอมาตรการเยียวยาธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างในอัตราก้าวกระโดดครั้งนี้ จำนวน 27 มาตรการ แต่รัฐบาลเห็นพ้องกับข้อเสนอเอกชนเพียง 11 มาตรการเท่านั้น บางมาตรการมีถอนข้อเสนอไปก่อน และมี 67 มาตรการที่รัฐบาลเห็นต่างจากภาคเอกชน และมีท่าทีไม่สนองกับข้อเสนอเหล่านี้

โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนชดเชยค่าจ้างให้กับนายจ้าง โดยปี 2556 มีข้อเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น 75% นายจ้างจ่าย 25% ปี 2557 ปรับลดลงมาเป็นรัฐบาลจ่ายเงินชดเชย 50% นายจ้างจ่าย 50% และปี 2558 รัฐบาลชดเชย 25% และนายจ้างจ่าย 75% และในปี 2559 นายจ้างรับภาระจ่ายค่าจ้างทั้ง 100%

รัฐบาลให้เหตุผลที่ไม่สามารถตั้งงบประมาณชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าธุรกิจหรือเอกชนรายใดได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำบ้าง และมอบให้เอกชนไปสำรวจกลุ่มธุรกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงจุด ขณะที่ในปี 2556 รัฐบาลได้มีมาตรการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ซึ่งเพียงพอชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก จะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ใช้แรงงานไร้ฝีมือถึง 50% ของการผลิตทั้งหมด ธุรกิจเหล่านี้มีโอกาสจะย้ายไปก่อนธุรกิจอื่น

อย่างไรก็ดี แม้จะมีแนวโน้มอุตสาหกรรมจะย้ายฐานการผลิต อัตราการว่างงานของไทยอาจจะไม่สูงขึ้นมากนัก เพราะแรงงานเหล่านี้สามารถที่จะออกไปอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบซึ่งมีขนาดใหญ่มากถึง 57% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เช่น ทำการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ทำการเกษตร เป็นต้น ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะรองรับการตกงานจากการถูกนายจ้างเลิกจ้างได้ระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ หากรัฐบาลสามารถที่จะเริ่มการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ คือ โครงการสร้างพื้นฐานขนส่งและระบบน้ำ ก็จะช่วยลดอัตราการว่างงานไปได้

จากความผันแปรทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะผันผวนสูง การจะพยากรณ์ตัวเลขเงินเฟ้อในปีนี้จึงไม่ง่าย แต่กรอบเงินเฟ้อที่กำหนดออกมานี้ ก็เป็นข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจวางแผนการลงทุนได้ในระดับหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน