
ธุรกิจครอบครัวภาษีที่ควรรู้ (ตอนจบ)
สวัสดีปี 2556 สวัสดีปีมะเส็ง ก้าวสู่ช่วงการเริ่มต้นของปี ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่สดใส และมีสุขภาพทางการเงินที่ดีตลอดปีค่ะ
สวัสดีปี 2556 สวัสดีปีมะเส็ง ก้าวสู่ช่วงการเริ่มต้นของปี ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทุกท่านมีสุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่สดใส และมีสุขภาพทางการเงินที่ดีตลอดปีค่ะ
สำหรับวันนี้จะขอกล่าวต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ที่ว่าด้วยเรื่องประเด็นทางภาษีสำหรับธุรกิจครอบครัวที่ควรรู้จัก หากตัดสินใจเข้าตลาดหลักทรัพย์
4.โครงสร้างผู้ถือหุ้น หลายครั้งการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดูเหมือนผู้ที่ได้รับประโยชน์ในรูปตัวเงิน คือ บริษัทเอง เพราะเมื่อกระจายหุ้นที่จะเข้าไปจดทะเบียน หุ้นเพิ่มทุนที่เสนอขายประมาณ 20% ของหุ้นที่จดทะเบียน จะทำให้บริษัทรับรู้เงินสดทันที ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิมจะถูกห้ามขายหุ้น 6 เดือน และจะทยอยขายได้ทั้งหมดต้องหลัง 18 เดือนไปแล้ว
ฉะนั้น ในการเตรียมตัวเข้าตลาด ที่ปรึกษามักจะมีคำถามถึงโครงสร้างส่วนทุนที่เหมาะสม และความจำเป็นหรืออาจจะมีผู้ถือหุ้นเดิมบางส่วนอาจจะถือโอกาสเสนอขายหุ้นเดิม พร้อมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ซึ่งก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่จะเกิดขึ้นหลายแห่ง เพราะบางแห่งอาจยังไม่ต้องการเงินทุนจำนวนสูงทันที
การกำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เหมาะสมจึงเป็นจุดที่สำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ผู้ถือหุ้นจะต้องตระหนักว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของกิจการในระยะยาวและทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับมูลค่าเพิ่มของกิจการในระยะยาวด้วย
ประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง ภาษี Capital gain Tax การที่กิจการประกอบด้วยโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลายประเภท โดยแบ่งตามประเภทของผู้ถือหุ้น ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลนั้น เมื่ออยู่นอกตลาด ผู้ถือหุ้นทั้งสองประเภทต่างต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ แต่เมื่อเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ผู้ที่ได้ประโยชน์ก่อนคนแรกในเรื่องของ Capital Gain Tax อย่างแท้จริง คือผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา เพราะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่นิติบุคคลยังต้องมีภาระภาษีในส่วนนี้เหมือนเดิม
ภาษีของบริษัทต่างประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อน ในขณะที่นิติบุคคลที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในไทยที่สุด จะได้แก่นิติบุคคลที่เป็นบริษัทต่างประเทศที่จดทะเบียนในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย เพราะจะได้รับการผ่อนผันในส่วนของภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนกิจการก็อาจมีการวางแผนภาษีในส่วนนี้ได้ ภาษีของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เนื่องจากเงื่อนไขการได้รับการส่งเสริมจาก BOI ในส่วนของเงินปันผลที่จะจ่ายจากธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริม จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ กิจการก็อาจวางแผนในส่วนนี้ว่า จะจ่ายก่อนหรือภายหลังจากการเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะเป็นปัจจัยบวกที่อาจจะเพิ่มมูลค่าของหุ้นได้
5.แผนการดำเนินงานในอนาคต หลังจากปรับโครงสร้างที่เหมาะสมแล้ว ก็จะต้องมองถึงการดำเนินงานในอนาคต หรือในส่วนของการปรับโครงสร้างของบริษัทอาจจะมีเรื่องของทุนที่เกี่ยวข้อง นั่นคือการจัดการทุน เพื่อให้มีโครงสร้างส่วนทุน เช่น หนี้สินต่อทุนที่เหมาะสมหรือเพื่อให้เอื้อกับนโยบายการจ่ายเงินปันผล เป็นต้น
ประเด็นที่เกี่ยวกับวางแผนภาษี ในส่วนนี้จะได้แก่ การลด เพิ่มทุน และการลดมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นหรือการแตกพาร์ โดยสาเหตุหลักที่ต้องการลดทุน เนื่องจากต้องการที่จะล้างขาดทุนสะสม เพื่อที่จะได้จ่ายเงินปันผลได้ และการปรับโครงสร้างทุนที่เหมาะสม ส่วนการเพิ่มทุนนั้น ก็เนื่องจากความต้องการเม็ดเงินในการขยายกิจการ และการได้เงินที่เกินมูลค่าที่ตราไว้ เช่น มูลค่าที่ตราไว้ 10 บาท อาจจะเสนอขายที่ราคา 30 บาท ส่วนเกิน 20 บาทนั้นเรียกว่า “ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น” และถูกบันทึกไว้เป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้นในงบดุลของบริษัท จะทำให้บริษัทมีฐานทุนที่แข็งแร่งขึ้น
ส่วนการลดมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นหรือแตกพาร์นั้น ค่อนข้างจะเป็นที่นิยม เนื่องจากเป็นการเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นและทำให้ความรู้สึกทางบวกในแง่ทางจิตวิทยาแก่นักลงทุนที่รู้สึกว่า หุ้นที่เคยซื้อในราคา 200 บาท มาซื้อขายที่ราคาหุ้นละ 20 บาทนั้น ถูกลงกว่าเดิมและเพิ่มโอกาสในการลงทุน เพราะแต่เดิมเมื่อต้องซื้อขายที่ 1,000 หุ้น ต้องใช้เงินถึง 2 แสนบาท หลังแตกพาร์แล้ว ใช้เงินเพียง 2 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อได้ 1,000 หุ้นแล้ว การรวมหรือควบกิจการ หรือ Merger & Acquisition เป็นทางหนึ่งที่ใช้ในการขยายธุรกิจ ประเด็นภาษีคงเป็นแนวทางเดียวกับการพิจารณาเพื่อจัดโครงสร้างองค์กร และจัดโครงสร้างธุรกิจในเครือ
กล่าวโดยสรุป การเตรียมตัวของธุรกิจครอบครัวที่มักจะมีการถือหุ้นโดยสมาชิกครอบครัวที่เป็นบุคคลธรรมดา จึงน่าที่จะมีประเด็นการวางแผนภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยบุคคลที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการจัดการและให้คำปรึกษา ได้แก่ ที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษากฎหมาย และผู้สอบบัญชีของบริษัท สำหรับเรื่องของภาษีนั้นมักจะมีการปรับเปลี่ยนมาตรการสม่ำเสมอ จึงต้องมีการติดตามข้อมูลในประมวลรัษฎากรและประกาศที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา
หัวใจของการวางแผนทางภาษีนั้น คงหนีไม่พ้นคำกล่าวของอาจารย์กิติพงศ์ อุรพีรพัฒนพงศ์ ที่ว่า “ที่ใดที่มีอัตราภาษีที่แตกต่าง ที่นั่นมีช่องทางในการวางแผนภาษีเสมอ” m
(ตัดเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือชุด “บันไดสู่ความมั่งคั่ง...เล่ม 3)







