
การลงทุนต่างประเทศ กฎหมายภาษีสำหรับนักลงทุนไทย
รูปแบบที่ 6. รูปแบบการร่วมลงทุนกับนักลงทุนในต่างประเทศถือเป็นรูปแบบของการลงทุนที่เป็นที่นิยมกัน รองลงมาจากแบบที่ 5 เพราะอาจมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการประกอบธุรกิจและนักลงทุนไทยอาจต้องการหุ้นส่วนภายในประเทศนั้นๆ ที่มีความชำนาญด้านการตลาด/ ความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะในการทำธุรกิจและหุ้นส่วนจะทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคและสามารถติดต่อประสานงานเพื่อความสะดวกได้ ซึ่งควรติดต่อธนาคารพาณิชย์หรือหน่วยงานของรัฐ ให้ข้อมูลและแนะนำพันธมิตรธุรกิจให้
รูปแบบที่ 6. รูปแบบการร่วมลงทุนกับนักลงทุนในต่างประเทศถือเป็นรูปแบบของการลงทุนที่เป็นที่นิยมกัน รองลงมาจากแบบที่ 5 เพราะอาจมีข้อจำกัดทางกฎหมายในการประกอบธุรกิจและนักลงทุนไทยอาจต้องการหุ้นส่วนภายในประเทศนั้นๆ ที่มีความชำนาญด้านการตลาด/ ความชำนาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะในการทำธุรกิจและหุ้นส่วนจะทราบถึงความต้องการของผู้บริโภคและสามารถติดต่อประสานงานเพื่อความสะดวกได้ ซึ่งควรติดต่อธนาคารพาณิชย์หรือหน่วยงานของรัฐ ให้ข้อมูลและแนะนำพันธมิตรธุรกิจให้
ข้อคิด 1.ประเด็นที่จะต้องพิจารณาของการเข้าไปลงทุนของบริษัทไทยในต่างประเทศที่ต้องจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุนก็คือ มีกฎหมายกำหนดเรื่องการถือหุ้นและมีข้อยกเว้นหรือสิทธิประโยชน์ของกลุ่ม AEC หรือไม่อย่างไร การกำหนดอัตราการถือหุ้นว่าจะเป็นเช่นไร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะมีอัตราส่วน 49/51 และจะต้องมีสัญญาร่วมลงทุนหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นที่เรียกว่า Shareholders Agreement หรือ Joint Venture Agreement ระหว่างผู้ถือหุ้นไทยและต่างประเทศในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่างๆ เช่น ประเภทของหุ้นและสัดส่วนการถือหุ้นระหว่างผู้ถือหุ้นไทยกับต่างประเทศ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทต่างประเทศก็ต้องการมีสิทธิอำนาจควบคุมหรือมีสิทธิจะโต้แย้งคัดค้าน (veto right) ในเรื่องสำคัญๆ หากถือหุ้นข้างน้อย รวมถึงสิทธิในการแต่งตั้งกรรมการ องค์ประชุมผู้ถือหุ้น ข้อจำกัดในการโอนหุ้น เรื่องเงินปันผล และกลไกระงับข้อพิพาท จึงต้องมีการเจรจากันและการกำหนดข้อบังคับของบริษัทไว้อีกด้วย
2.นอกจากการทำสัญญาร่วมลงทุนหรือสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นแล้ว การร่วมลงทุนส่วนใหญ่กับบริษัทต่างประเทศนั้น สัญญาประกอบมาเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาตกลงพร้อมๆ ไปกับสัญญาร่วมลงทุน เช่น สัญญา License Agreement, Technology Service Agreement รวมทั้งสัญญาซื้อเครื่องจักรหรือวัตถุดิบรวมทั้งอาจจะมีสัญญาแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายที่เหมาะสมสำหรับสินค้าบริษัทร่วมทุนผลิตแล้ว ซึ่งอาจจะขายกับลูกค้าทั่วไปในประเทศหรืออาจจะเป็นการขายโดยตรงให้กับบริษัทในต่างประเทศก็ได้ โดยการเจรจาต่อรองสัญญาต่างๆ ก็จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องมีการตกลงในการเจรจาเงื่อนไขสัญญาพร้อมๆ กันไป
3.รูปแบบนี้มีความจำเป็นต้องใช้นักกฎหมายในประเทศนั้นเป็นผู้เจรจาต่อรองเงื่อนไขและดูประเด็นภาษีให้ครบถ้วนอีกเช่นกัน
รูปแบบที่ 7. รูปแบบการซื้อควบรวมกิจการบริษัทในต่างประเทศของบริษัทไทย มีบางกรณีที่มีบริษัทประเทศไทยอาจไม่อยากเสียเวลามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทนั้นใหม่หรือหาผู้ร่วมทุนก็อาจจะไปซื้อหุ้นของกิจการที่มีอยู่หรืออาจจะควบรวมกิจการกับบริษัทมีอยู่เดิม
การซื้อกิจการของบริษัทในต่างประเทศ (Mergers and Acquisition)
ข้อคิด 1.รูปแบบการควบรวมกิจการมีทั้งการซื้อหุ้น ซื้อทรัพย์สิน และควบกิจการ การเข้ามาซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สินก็ต้องพิจารณาข้อดีข้อเสีย ข้อจำกัดการถือครองหุ้นว่ามีข้อจำกัดอย่างไร มีประเด็นทางกฎหมายและภาษีที่ต้องพิจารณาว่าจะเลือกรูปแบบใดบ้าง 2.การซื้อหุ้นหรือซื้อทรัพย์สินก็ต้องดูว่าบริษัทที่จะเข้ามาซื้อนั้นมีฐานลูกค้า มีเทคโนโลยี มีกำลังการผลิต มีลูกจ้างอยู่หรือไม่
3.การซื้อหุ้นอาจซื้อหุ้นทั้งหมดหรือตกลงเป็นพันธมิตรในแบบที่ 6 ก็ได้ 4.ส่วนการเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทไทยก็จะต้องเลือกรูปแบบว่าจะต้องใช้บริษัทใดเข้าซื้อหุ้น เพราะในอนาคตบริษัทนี้อาจจะต้องขายหุ้นออกไปก็ต้องคิดถึงเรื่องภาษี คิดถึงเรื่องกำไร คิดถึงเรื่องเงินปันผลให้ครบทุกรูปแบบด้วย การจัดโครงสร้างการเข้าซื้อหุ้นจึงมีความสำคัญเป็นลำดับแรก
5.นอกจากนี้ การเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทไทยแล้วก็อาจจะมีสัญญาประกอบกันตามมาดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในรูปแบบที่ 5 และ 6 เช่น สัญญาถ่ายทอดเทคโนโลยี สัญญาให้สิทธิ หรือสัญญาบริการจัดการตามมาก็ได้
บทสรุป การเลือกรูปแบบการค้าการลงทุนที่ผมได้นำมาเสนอท่านผู้อ่านได้ทราบทั้ง 7 รูปแบบนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านธุรกิจ กฎหมายและภาษีทั้งของประเทศไทยและต่างประเทศเป็นสำคัญเพราะนอกจากจะต้องให้ความสำคัญในผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้วก็ต้องพิจารณาในเรื่องของกฎหมายและภาษีของกฎ กติกา การค้าการลงทุนระหว่างประเทศประกอบกันไปด้วย ปัจจุบันนี้การค้าการลงทุนในต่างประเทศ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและเป็นโอกาสของธุรกิจของไทยที่จะเจริญเติบโต จึงอยากจะให้ทราบและมีการตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสรีประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 ที่จะมาถึงนี้ยิ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะต้องทำให้ท่านต้องเร่งให้ความสำคัญในการใช้โอกาสการเปิดตลาดใหม่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดก่อนที่ท่านจะตกขบวนรถไฟเที่ยวนี้ครับ ขอให้ท่านโชคดี







