posttoday
ครึ่งปีแรก เวลาทองธุรกิจไก่

ครึ่งปีแรก เวลาทองธุรกิจไก่

30 มีนาคม 2553

.....จิตรา อมรธรรม

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่รัฐบาลต้องรับมือ ยังมีปัญหาปากท้องของชาวบ้านที่มีแนวโน้มจะวิกฤตไม่แพ้กันที่รัฐบาลต้องดูแล โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งในปีนี้ที่มาเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปีจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด หน้าฝนที่ผ่านมามีปริมาณฝนสะสมอยู่ในเกณฑ์น้อย และปัจจุบันพบว่าความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศน้อยเช่นกัน ขณะเดียวกันปริมาณน้ำในเขื่อนที่สำคัญต่อการเกษตร เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำลดลงกว่าปีก่อนมาก โดยล่าสุดกระทรวงมหาดไทย รายงานว่ามีพื้นที่ประสบภัยแล้งที่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้วจำนวน 59 จังหวัด 470 อำเภอ 3,096 ตำบล 25,798 หมู่บ้าน คาดว่าพื้นที่การเกษตรจะได้รับความเสียหายรวม 154,576 ไร่ แยกเป็นพืชไร่ 120,277 ไร่ นาข้าว 20,048 ไร่ และพืชอื่นๆ 14,251 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าราคาสินค้าเกษตรจะสูงขึ้น

ไม่เพียงแต่ภัยแล้งและอากาศร้อนจะมีผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตรเท่านั้น ยังเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงสัตว์ เราทราบกันหรือไม่ว่าในการผลิตเนื้อวัวให้ได้ 1 กิโลกรัม ต้องใช้น้ำประมาณ 1.5–1.7 หมื่นลิตร เนื้อไก่ 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 3,500–4,000 ลิตร ไข่ 1 ฟอง ที่มีน้ำหนัก 60 กรัม ใช้น้ำ 200 ลิตร เนื้อหมู 1 กิโลกรัม ใช้น้ำ 5,800–6,000 ลิตร เมื่ออากาศร้อนแห้งแล้ง หมูจะไม่ค่อยกินอาหาร กินแต่น้ำ ทำให้โตช้า กว่าจะได้น้ำหนักและโปรตีนตามเกณฑ์ อาจใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ 3–4 สัปดาห์ (ปกติ 6 สัปดาห์) ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่ม กำไรลดลงหรืออาจขาดทุนได้ เพราะต้นทุนข้าวโพดและกากถั่วเหลืองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้ง การเลี้ยงไก่ เป็ด หรือสัตว์อื่นๆ ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตไก่เนื้อในปี 2553 จะเพิ่มขึ้น 3.2% เป็น 946 ล้านตัว จาก 917 ล้านตัวในปี 2552 อาจต่ำกว่าคาด ปริมาณผลผลิตที่จะหายไปจากตลาดน่าจะมาจากผู้ผลิตรายเล็กที่ไม่มีระบบการเลี้ยงที่ดีพอ และไม่สามารถทนกับต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง CPF และ GFPT ที่เลี้ยงในระบบปิดและมีมาตรฐาน กลับจะได้ประโยชน์จากราคาเนื้อสัตว์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากอุปทานที่มีโอกาสตึงตัว และจากการผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นให้กับผู้ซื้อโดยที่ผู้ซื้อก็รับได้ด้วย

วันนี้ ราคาขายของเนื้อสัตว์ยังไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง แต่ก็มีราคาที่สูงมากโดยราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าโรงงานเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 45 บาท/กิโลกรัม สูงที่สุดในรอบกว่า 6 ปี สูงกว่าราคาเฉลี่ยในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน 32% และ 12% ตามลำดับ ขณะที่ราคาหมูเฉลี่ย 2 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 60 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 6% และ 8% จากราคาเฉลี่ยแรกและไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนตามลำดับ ราคาเนื้อสัตว์น่าจะยังสูงต่อไปในอีก 1–2 เดือน เพราะเทศกาลเซ็งเม้ง ในขณะที่วัตถุดิบหลักคือข้าวโพด ราคายังปรับขึ้นไม่มาก ส่วนราคากากถั่วเหลืองปรับลงด้วยซ้ำ เพราะผลผลิตจากบราซิลและอาร์เจนตินาที่ออกมามากในครึ่งแรกปีนี้ แม้ว่าวัตถุดิบเหล่านี้มีแนวโน้มปรับขึ้นในระยะต่อไป แต่ CPF ได้ซื้อข้าวโพดเพียงพอใช้ไปจนถึงกลางปีนี้แล้วในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน และซื้อกากถั่วเหลืองในตลาดล่วงหน้าพอใช้ถึงเดือน ต.ค. จึงคาดได้ว่ากำไรของ CPF จะเติบโตต่อเนื่อง 8% จากปีก่อนซึ่งเป็นกำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ GFPT ไม่ได้มีการซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า แต่ก็คาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้น 5% โดยกำไรในครึ่งปีแรกของทั้งสองบริษัทจะสูงกว่าครึ่งปีหลัง ซึ่งจะถูกกดดันจากวัตถุดิบที่แพงขึ้น FSS ประเมินราคาที่เหมาะสมของ CPF ไว้ที่ 16.50 บาท และ GFPT 70 บาท โดยคาดว่าราคาที่สูงที่สุดน่าจะอยู่ในช่วงครึ่งปีแรกเช่นเดียวกับผลประกอบการ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน