posttoday
‘จีสตีล’เพิ่มทุนปลดหนี้

‘จีสตีล’เพิ่มทุนปลดหนี้

30 มีนาคม 2553

ออก8.8พันล้านตีค่า1บาท/หุ้น ตั้ง3เงื่อนไขไม่กระทบผู้ถือหุ้น

โพสต์ทูเดย์ — จีสตีล เสนอทางรอดเพิ่มทุนเฉียด 9,000 ล้านบาท ปรับโครงสร้างหนี้เบ็ดเสร็จกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท เทิร์นอะราว สตีล จากสหรัฐรอเทกโอเวอร์

นายเอแฮบ การาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีสตีล (GSTEEL) เปิดเผยว่า บริษัทจะเสนอแผนเพิ่มทุนจำนวน 8,850 ล้านบาท หรือ 8,850 ล้านหุ้น คิดเป็น 40% ของทุนชำระแล้ว เสนอขายหุ้นละ 1 บาท เพื่อนำไปชำระหนี้จำนวน 470 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยการแปลงหนี้เป็นทุน

สำหรับหุ้นเพิ่มทุนแบ่งชำระหนี้ 2 ส่วนคือ จำนวน 3,187.5 ล้านหุ้น ใช้ชำระหนี้หุ้นกู้ 170 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่จะครบกำหนดเดือน ต.ค. 2553 นี้ ที่เหลืออีก 5,662.5 ล้านหุ้น ชำระหนี้การค้าปกติ ซึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนหนี้ที่มีหลักประกัน 63 ล้านเหรียญสหรัฐ จะชำระเป็นเงินสดโดยวิธีหาพันธมิตรเข้ามา

ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าวจะดำเนินการได้ภายในไตรมาส 3 นี้ หลังจากการตรวจสอบบัญชีเป็นกรณีพิเศษจาก KPMG เสร็จในวันที่ 7 เม.ย. 2553 และได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น

นายการาส กล่าวว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่ส่งผลกระทบกับผู้ถือหุ้น เนื่องจากการแปลงหนี้เป็นทุนมีเงื่อนไขห้ามเจ้าหนี้ขายหุ้นภายใน 30 เดือน ซึ่งหุ้นจำนวนนี้ไม่มีสิทธิออกเสียง นอกจากนี้หากราคาหุ้นในกระดานปรับตัวสูงกว่า 1 บาท บริษัท จีสตีล มีสิทธิซื้อหุ้นกลับคืน

สำหรับราคาหุ้น GSTEEL ณ วันที่ 25 มี.ค. 2553 อยู่ที่ 0.37 บาท แต่ราคาหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุน 1 บาท ส่งผลให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืนอย่างน้อย 20% ของหนี้ที่มีอยู่ หากมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเมื่อสิ้นสุดระยะเวลา 30 เดือน ทำให้เจ้าหนี้มีโอกาสได้รับชำระหนี้คืนสูงสุดเต็มจำนวน 100% ของหนี้

“สิ่งที่ทีมบริหารต้องการคือ ให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหนี้ช่วยกันให้ความสนใจในการเพิ่มมูลค่าหุ้น เพื่อให้บริษัทอยู่รอด เจ้าหนี้ได้คืนหนี้เต็มเม็ดเต็มหน่วย” นายการาส กล่าว

นายอารี ลีวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบัญชีและการเงิน บริษัท จีสตีล กล่าวว่า ขณะนี้ทีมผู้บริหารอยู่ระหว่างการเจรจาขอความเห็นชอบแผนปรับโครงสร้างจากเจ้าหนี้

ซึ่งเจ้าหนี้รายใหญ่หลักๆ ให้ความเห็นชอบแล้ว นอกจากนี้หากการปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ จะทำให้มีนักลงทุนใหม่เข้ามาลงทุน รวมทั้งบริษัท เทิร์นอะราว สตีล จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเข้ามาปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนและปรับปรุงการบริหารก็พร้อมใส่เงินทุนเข้ามา โดยมีเป้าหมายเป็นผู้ถือหุ้นระยะยาว

“บริษัท เทิร์นอะราว สตีล เข้ามาเทกโอเวอร์การปรับโครงสร้างเงินทุนและปรับปรุงการบริหาร พร้อมใส่เงินลงทุน เข้ามาถือหุ้นระยะยาว หลังจากทุกอย่างจบ โดยไม่ตัดการหาพันธมิตรใหม่ๆ รวมทั้งกลุ่มมิตซุยด้วย” นายลีวี กล่าว

นายการาส กล่าวเสริมว่า นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนจีสตีลและจีเจสตีล (GJS) มี 2 เหตุผลคือ 1.การเปลี่ยนแปลงการบริหารงานให้โปร่งใส มีบรรษัทภิบาล การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และ 2.งบการเงินสะอาด ไม่มีหมายเหตุผู้สอบบัญชี หลังจากตั้งผู้สอบบัญชีพิเศษแล้ว

ทั้งนายการาสและนายลีวีถือเป็นตัวแทนที่ บริษัท เทิร์นอะราว สตีล ส่งเข้ามาปรับโครงสร้างเงินทุนและปรับปรุงการบริหารของ GSTEE และ จีเจสตีล มั่นใจว่า แผนการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งนี้สำเร็จ เนื่องจากการเข้ามาบริหารเพราะเห็นว่าทั้งจีสตีลและจีเจเอสมีข้อดี 2 ประการ คือ 1.มีเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียและของโลก ได้ผลผลิตที่ดี ราคาต่ำ มีโรงงานผลิตเหล็กที่ดีที่สุด 2 แห่ง จาก 40 แห่งของโลก

ประการสุดท้าย ตลาดเหล็กในไทยและเอเชียเป็นตลาดที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังนำเข้าเหล็กมาก แสดงว่าตลาดไทยยังดี

“สิ่งที่น่าสนใจของ 2 บริษัทคือ ระบบรีไซเคิลจากเศษเหล็กนำมาหลอมแปรสภาพเป็นเหล็กรีดร้อน ขณะที่บริษัทอื่นซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

ปัจจุบัน จีสตีล และจีเจสตีล มีกำลังผลิตรวมกัน 3 ล้านตัน/ปี ซึ่งห่างจากจุดคุ้มทุนจำนวนมาก คาดว่าหลังปรับโครงสร้างทุนแล้ว 90 วัน การผลิตจะถึงจุดคุ้มทุน

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย