
จำนำข้าวกระฉ่อน
เป็นอีกนโยบายที่พูดถึงกันมากที่สุดกับโครงการรับจำนำข้าว เพราะมีการใช้เม็ดเงินในการดำเนินการสูงถึง 4 แสนกว่าล้านบาท และยังเป็นโครงการต่อเนื่อง
เป็นอีกนโยบายที่พูดถึงกันมากที่สุดกับโครงการรับจำนำข้าว เพราะมีการใช้เม็ดเงินในการดำเนินการสูงถึง 4 แสนกว่าล้านบาท และยังเป็นโครงการต่อเนื่อง
โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตร
เริ่มต้นครั้งแรกในฤดูกาลผลิตปี 2554/2555 มีการระบุชัดว่า จะรับจำนำข้าวจากเกษตรกรทุกเมล็ด ในราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท (ข้าวเจ้า 5%) ความชื้นไม่เกิน 15%
ส่งผลให้ต้นทุนในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรของผู้ส่งออกและโรงสีพุ่งสูงขึ้นตันละ 4,000-5,000 บาท
ทว่าการที่ภาครัฐลงมาแย่งเล่นในตลาดเดียวกับผู้ส่งออกข้าว ทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่สามารถหาซื้อข้าวเพื่อนำมาปรับปรุงคุณภาพส่งออกได้ตามออร์เดอร์
นโยบายดังกล่าว ยังดันให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกสูงขึ้น เปิดโอกาสให้ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งอย่างเวียดนาม พม่า และกัมพูชา ส่งออกข้าวแซงหน้าไทย ทำให้ในปีที่ผ่านมาการส่งออกข้าวไทยต้องเสียแชมป์ให้กับเวียดนามไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นในทุกขั้นตอนทั้งการสวมสิทธิ ปลอมใบประทวน สต๊อกลม และที่ฮือฮาสุดคงเป็นเรื่องวิธีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับรัฐบาลจีน
โดยเฉพาะกรณีลับ ลวง พรางวิธีขายว่า เป็นการขายแบบบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) จนถูกรัฐบาลจีนตอกหน้าหงายกลับมาว่า ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เรื่องการจัดตั้งบริษัทผีแดงออกมา
จนนำไปสู่การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายับยั้ง หรือยุติโครงการรับจำนำข้าว แต่ก็เอาไม่อยู่ เพราะรัฐบาลยังยืนยันเดินหน้าโครงการต่อในฤดูกาลปี 2555/2556 จำนวน 26 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวนาปี (ในฤดูกาล) 15 ล้านตัน ข้าวนาปรัง (นอกฤดูกาล) 11 ล้านตัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 สิ้นสุดวันที่ 15 ก.ย. 2556
อย่างไรก็ดี ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ออกมาหยั่งเสียงด้วยการเกริ่นว่าข้าวนาปีอาจได้แค่ 10 ล้านตัน เพราะมีเอกชนเข้าไปแย่งซื้อในตลาดด้วย
เรื่องนี้ภาคเอกชนถึงกับส่ายหัว เพราะเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น ใครจะกล้าไปแย่งซื้อข้าวราคาแพงมาขาย แต่น่าจะเป็นเรื่องหาทางออกให้ตัวเองที่ตั้งเป้าจำนำไว้สูงกว่าความเป็นจริง เพื่อคอยฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ แต่กลับถูกจับได้ซะก่อนมากกว่า







