
คดีสิ่งแวดล้อม
ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2555 มีข่าวความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษาให้บริษัท ไทยมารีนซัพพลายเจ้าของเรือขนส่งน้ำตาลที่ล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาชดใช้ค่าเสียหาย 30 ล้านบาท ให้แก่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กรมประมง ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ช่วงปลายเดือน พ.ย. 2555 มีข่าวความคืบหน้าคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่สำคัญชิ้นหนึ่ง คือ ศาลแพ่งแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษาให้บริษัท ไทยมารีนซัพพลายเจ้าของเรือขนส่งน้ำตาลที่ล่มในแม่น้ำเจ้าพระยาชดใช้ค่าเสียหาย 30 ล้านบาท ให้แก่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ กรมประมง ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว
คดีดังกล่าวเกิดจากเหตุที่คนขับเรือขนส่งน้ำตาลขับเรือโดยประมาทพุ่งเข้าชนตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อปลายเดือน พ.ค. 2554 ทำให้ปริมาณน้ำตาลจำนวนมหาศาลลงสู่ลำน้ำเจ้าพระยา จนเกิดผลกระทบต่อทั้งคุณภาพของลำน้ำ ตลอดจนสัตว์น้ำหลายชนิดทั้งในกระชังและในแม่น้ำต้องตาย ตลอดจนสร้างผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำด้วย โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้แผ่ขยายครอบคลุมไปในพื้นที่อื่นๆ ที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทั้ง จ.ปทุมธานี และนนทบุรี ซึ่งกรมควบคุมมลพิษได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการสูงสุด ดำเนินคดีเรียกร้องค่าเสียหายแก่รัฐ จนศาลมีคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้น
ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอยู่หลายฉบับ นอกจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 ตามมาตรา 67 ซึ่งให้สิทธิแก่บุคคลที่จะร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์น้ำ พ.ศ. 2535 เป็นต้น และมีในกฎหมายหรือพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับมลพิษ เช่น พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 ซึ่งถือเป็นกฎหมายกลางในการรักษาสภาพแวดล้อม ซึ่งกำหนดให้มีความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากมลพิษไว้ในมาตรา 96 และความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติตามมาตรา 97 ซึ่งแม้จะมีบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่เอกชนและหน่วยงานของรัฐที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติได้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาไปถึงวิธีการในการนำสืบให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการก่อให้เกิดความเสียหายหรือการละเมิดแล้ว ก็ยังถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญของฝ่ายผู้เสียหาย โดยเฉพาะประชาชนที่ต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แม่น้ำหรือป่าไม้ เพราะโดยหลักแล้วผู้เสียหายที่เป็นโจทก์ยังคงมีภาระเป็นฝ่ายที่ต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้กระทำซึ่งถือเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อน หากมีการปรับเปลี่ยนบทบัญญัติในกฎหมายสิ่งแวดล้อมให้มีบทสันนิษฐานความผิดต่อผู้ก่อมลพิษ โดยจำเลยหรือผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อมลพิษมีภาระการพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ก่อมลพิษ และผู้เสียหายมีภาระการพิสูจน์แต่เพียงว่าได้รับความเสียหายจากผู้ก่อมลพิษก็จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในส่วนขององค์กรวินิจฉัยข้อพิพาท ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์กรตุลาการหลายประเทศ ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญแก่ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมีการจัดตั้งศาลหรือองค์กรเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดีสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ เช่น ประเทศนิวซีแลนด์มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ประเทศออสเตรเลียมีการจัดตั้งศาลที่ดินและสิ่งแวดล้อม ในมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ จัดตั้งศาลผังเมืองและสิ่งแวดล้อมในมลรัฐควีนส์แลนด์ จัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมทรัพยากรและการพัฒนาในบางมลรัฐ สำหรับมลรัฐเซาท์ออสเตรเลียมีการจัดตั้งองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดคดีสิ่งแวดล้อม ในประเทศสวีเดนมีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ประเทศเดนมาร์กมีคณะกรรมการอุทธรณ์ทางสิ่งแวดล้อมและคณะกรรมการอุทธรณ์เกี่ยวกับการคุ้มครองธรรมชาติ สหภาพยุโรปได้มีการจัดตั้ง European Environment Tribunal เป็นต้น
ประเทศสหรัฐไม่มีการจัดตั้งสิ่งแวดล้อมไว้เป็นการเฉพาะ การฟ้องคดีและการดำเนินคดีสิ่งแวดล้อมในสหรัฐ จึงกระทำที่ศาลตามปกติเสมือนคดีทั่วไป ยกเว้นในบางมลรัฐ ได้แก่ มลรัฐเวอร์มอนต์ ที่มีการออกกฎหมายจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ยังไม่มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม แต่ศาลญี่ปุ่นได้ตัดสินคดีสิ่งแวดล้อมให้เป็นคุณแก่ชาวบ้าน เห็นได้จากคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน
แนวคิดในการจัดตั้งศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในศาลยุติธรรม โดยเริ่มมีการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นเป็นครั้งแรกในศาลฎีกา เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2548 มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีสิ่งแวดล้อม ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา และมีอำนาจในการวินิจฉัยได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จากนั้นก็ได้มีการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาลอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ถึงภาค 9 สำหรับในศาลชั้นต้นได้มีการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาลแพ่งเป็นแห่งแรก ตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค. 2554 เพื่อให้ประชาชนที่ถูกกระทบสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมสามารถยื่นฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมได้ที่ศาลแพ่ง นอกจากนี้ในส่วนของศาลปกครองก็ได้มีการจัดตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้นในศาลปกครองกลาง เพื่อทำการพิจารณาและวินิจฉัยปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
แม้ศาลในประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังเป็นเพียงแผนกหนึ่งในศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรจะมีการแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหายในคดีสิ่งแวดล้อมและจัดตั้งศาลคดีสิ่งแวดล้อมเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะ ตลอดจนมีผู้พิพากษาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาประเทศกับการรักษาสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ให้ถูกทำลายจนหมดไปก่อนเวลาอันสมควร







