
ซีอาร์จีเดินหน้าปั้นแบรนด์เอง
พัฒนาร้านอาหารทุกประเภท วาดเป้าครบ530สาขาสิ้นปีนี้
โพสต์ทูเดย์
— ซีอาร์จีลุยปั้นแบรนด์ร้านอาหารตัวเองลุยตลาด ประเดิมกลุ่มชาบูอาหารไทย พร้อมลงทุนตามแผนเดิมนายธีระเดช จิราธิวัฒน์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (ซีอาร์จี) เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มพัฒนาแบรนด์ธุรกิจร้านอาหารที่เป็นของตัวเอง โดยเปิดร้าน
“ริว ชาบู ชาบู” (Ryu Shabu Shabu) สาขาแรก เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริเวณโรงภาพยนตร์ลิโด้ รวมทั้งมีแผนเปิดธุรกิจร้านอาหารไทยที่เป็นแบรนด์ตัวเองเพิ่มเติมในไตรมาส 2 นี้นอกจากนี้ ยังมีแผนนำเข้าแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่เข้ามาทำตลาดราวไตรมาส 23 ซึ่งจะส่งผลให้ซีอาร์จีมีแบรนด์ร้านอาหารรวมกันไม่ต่ำกว่า 10 แบรนด์ภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันมีธุรกิจที่อยู่ในความดูแลรวม 8 แบรนด์
ขณะเดียวกันบริษัทยังมองโอกาสในการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากพบว่าธุรกิจใดมีโอกาสในการเติบโตสูง ก็จะเตรียมซื้อสิทธิในการเข้าไปเป็นผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารเช่นเดิม รวมทั้งยังเดินหน้าลงทุนขยายสาขาธุรกิจร้านอาหารเดิมที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง
สำหรับสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาร้านอาหารในเครือทุกแบรนด์รวมกันให้เพิ่มขึ้นเป็น 530 สาขา จากปัจจุบันมีสาขาโดยรวม 482 สาขา โดยวางงบประมาณรวมสำหรับการลงทุนในส่วนของสาขาใหม่ไว้ที่ 300 ล้านบาท
ล่าสุดบริษัทใช้งบ 60 ล้านบาท สำหรับทำตลาดไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียมจากอเมริกาแบรนด์
“โคล สโตน ครีมเมอรี” แบ่งเป็น 50 ล้านบาท สำหรับลงทุนเปิด 10 สาขาในปีแรก และ 10 ล้านบาทเพื่อทำตลาด โดยเปิดให้บริการสาขาแรก ชั้น 6 เซ็นทรัลเวิลด์ จับกลุ่มลูกค้าระดับบนตั้งแต่กลุ่มบีบวกขึ้นไปทั้งนี้ ได้วางแผนขยายให้ได้ 20 สาขาใน 2 ปี พร้อมตั้งเป้ายอดขายไว้ปีละ 60 ล้านบาท และในปีที่ 3 จะสามารถเพิ่มยอดขายได้เป็นปีละ 300 ล้านบาท และขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดไอศกรีมซูเปอร์พรีเมียม
ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 6 ในเอเชียที่มีการทำตลาด
“โคล สโตน ครีมเมอรี” จากปัจจุบันทำตลาดในประเทศเกาหลี อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน ซึ่งในแต่ละประเทศที่มีการเปิดให้บริการได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าอย่างดี โดยเฉพาะในประเทศจีนและญี่ปุ่นด้านภาพรวมยอดขายซีอาร์จีสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 5.5% จากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา และทิศทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว รวมทั้งบริษัทได้เพิ่มงบการตลาดโดยรวมกว่า 10% หรือประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อทำตลาดในภาพรวม ขณะที่ปีก่อนหน้าปิดยอดขาย 4,550 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเติบโตติดลบ 2.4% หลังคืนสิทธิการบริหารแฟรนไชส์ 2 แบรนด์ คือ พิซซ่าฮัท และบาสกิ้นรอบบิ้นส์







