
ผลกระทบค่าแรงอุตฯนุ่งห่มอ่วมต้นทุนพุ่งสูด
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2556 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คงหนีไม่พ้นภาคอุตสาหกรรมที่มีแรงงานรวมในระบบรวมกว่า 2.8 ล้านคน เห็นได้จากการที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้สำรวจผลกระทบต่อการปรับขึ้นค่าแรงของภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบทั้งโรงงานขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย
ทั้งนี้ สศอ.ได้ศึกษาผลกระทบใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.มิติด้านขนาดอุตสาหกรรม พบว่าอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางมีสัดส่วนแรงงานต่อต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แม้ว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะมีการใช้แรงงานจำนวนมากก็ตาม โดยอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุดมีจำนวนมากถึง 6.6 หมื่นโรงงาน คิดเป็น 87.8% ของจำนวนโรงงานทั้งหมด 7.53 หมื่นโรงงาน
ขณะที่โรงงานในกลุ่มนี้มีแรงงานทั้งหมดเพียง 7.7 แสนคน คิดเป็น 27.4% ของแรงงานทั้งหมด 2.81 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีแรงงานถึง 1.4 ล้านคน และโรงงานขนาดเล็กตั้งอยู่ในพื้นที่ 7 จังหวัดนำร่อง (กรุงเทพฯ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ และภูเก็ต) มากที่สุดถึง 41.6% ดังนั้นกลุ่มโรงงานขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงไปตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2555
สำหรับมิติที่ 2 มิติด้านพื้นที่ พบว่าจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 7 จังหวัดนำร่อง มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 5.92% จากการขึ้นค่าแรง 300 บาท เพราะมีฐานค่าแรงขั้นต่ำเดิมอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหลังจากการปรับขึ้นค่าแรงเท่ากันทั่วประเทศจะทำให้สัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมของ 7 จังหวัดนำร่อง กับจังหวัดอื่นๆ มีความแตกต่างกันน้อยลง จากเดิมที่ 7 จังหวัดนำร่องมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ 3.42%
หลังจากปรับค่าแรงแล้วสัดส่วนดังกล่าวจะลดลงเหลือ 2.59% แต่เมื่อพิจารณาผลกระทบแยกระหว่าง 7 จังหวัดนำร่องกับภาคอื่นๆ พบว่า 7 จังหวัดนำร่องได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงมากกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากมีโรงงานตั้งอยู่มากที่สุดถึง 42.84% รองลงมาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ 12.72% และ 12.45%
มิติด้านที่ 3 มิติด้านรายสาขาอุตสาหกรรม พบว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมาก ซึ่งมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมสูง เมื่อค่าแรงขึ้นสัดส่วนดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นและทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นด้วย
อุตสาหกรรมที่มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นมากที่สุด คืออุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มมี ต้นทุนเพิ่มขึ้น 7.73% รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร ต้นทุนเพิ่มขึ้น 6.12% อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมแก้ว เซรามิก ซีเมนต์ ต้นทุนเพิ่มขึ้น 5.63% และอุตสาหกรรมอุปกรณ์การขนส่ง ต้นทุนเพิ่มขึ้น 5.56%
ดังนั้น การปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยมีแนวทางการดำเนินการดังนี้ เริ่มจากการขึ้นราคาสินค้า หรือคงราคาแต่ลดปริมาณต่อหน่วย การเพิ่มผลิตภาพการผลิตโดยเฉพาะส่วนของแรงงาน การย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากมีสัดส่วนต้นทุนแรงงานสูง
การปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้แรงงานไร้ฝีมือน้อยลง มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการผลิตเพื่อลดต้นทุน และลดการจ้างงาน หากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การลดการจ้างงานคงไม่เป็นปัญหารุนแรงมากนัก เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีปัญหาขาดแคลนแรงงานสะสมต่อเนื่องมายาวนาน โดยปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมากประมาณ 0.6% หรือจำนวน 2.4 แสนคน ซึ่งถ้าไม่รวมผู้ว่างงานที่จบอุดมศึกษาจะมีไม่ถึง 2 แสนคน ถือว่าเกือบจะเป็นวิกฤตการขาดแคลนแรงงาน ผู้ประกอบการจึงน่าจะเลือกการปรับตัวด้วยวิธีอื่นนอกจากลดการจ้าง หรือนำมาเทคโนโลยีมาใช้แทนกำลังคน
ด้านสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ศึกษาผลกระทบของเอสเอ็มอีเช่นเดียวกัน พบว่ากลุ่มจังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มจังหวัดอื่น เนื่องจากมีการจ้างงานของธุรกิจเอสเอ็มอีสูงกว่า 1 แสนคนต่อจังหวัด คือ กลุ่มจังหวัดภาคกลาง ได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ราชบุรี ระยอง ชลบุรี ซึ่งจะมีค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอีก 9-13%
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 17-34% ภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย แพร่ นครสวรรค์ ซึ่งจะมีค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอีก 1935% ภาคใต้ ได้แก่ จ.สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ซึ่งจะมีค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้นอีก 22-25%
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น โดยที่ต้นทุนแรงงานคิดเป็น 11.8% ของต้นทุนปัจจัยการผลทั้งหมด ส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในทุกๆ จังหวัดเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.72% โดยกลุ่มธุรกิจในภาคการผลิตที่ใช้แรงงานมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์หวาย ผลิตพลอยเจียระไน ผลิตเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ไม้ ฯลฯ มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยระหว่าง 15-28%
ขณะที่ภาคบริการ เช่น ธุรกิจโรงแรม รับเหมาสร้างบ้าน การขนส่งทางบก มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 22-33% และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะที่อยู่นอกทะเบียนนิติบุคคลประมาณ 2.3 ล้านราย จะหันไปใช้แรงงานต่างด้าวนอกระบบเพิ่มมากขึ้น







