
ปีหน้า...ฟ้าใหม่ปีแห่งการเลือกหุ้นลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดว่าปี 2556 แม้แนวโน้มตลาดหุ้นยังจะสดใสสามารถปรับตัวขึ้นได้ แต่คงให้ผลตอบแทนไม่ดีเท่าปีนี้ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนกว่า 30% ดังนั้นจึงเป็นปีแหล่งการเลือกหุ้นรายตัวลงทุน
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดว่าปี 2556 แม้แนวโน้มตลาดหุ้นยังจะสดใสสามารถปรับตัวขึ้นได้ แต่คงให้ผลตอบแทนไม่ดีเท่าปีนี้ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนกว่า 30% ดังนั้นจึงเป็นปีแหล่งการเลือกหุ้นรายตัวลงทุน
ปี 2555 นับเป็นปีที่ดีมากสำหรับตลาดหุ้นโลก สะท้อนจากผลตอบแทนที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ทั้งนี้เป็นผลจากที่ธนาคารกลางทั่วโลก ใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่องนับจากปลายปี 2554 จนถึงปัจจุบัน และมีส่วนสำคัญทำให้ปริมาณเงินขยายตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ทั้งนี้หากพิจารณาเป็นรายประเทศพบว่าประเทศไทยน่าจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูงสุดของโลก โดยหากยึดจากดัชนีหุ้นสูงสุดของปีนี้ที่ 1,366 จุด จะให้ผลตอบแทนราว 33% ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ รองลงมาคือ ตลาดหุ้นเยอรมนี (30%) และอินเดีย (27%) โดยตลาดหุ้นทั้ง 4 แห่งยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงทั้งสิ้น
และแม้พิจารณาผลตอบแทนในช่วง 2 ปีคือจาก 2554 ถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนสูงสุดราว 32% เป็นรองเพียงฟิลิปปินส์เพียงประเทศเดียวเช่นเดิม โดยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ให้ผลตอบแทนสูงถึง 33% ทิ้งห่างประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทนรองลงมา เช่น อินโดนีเซีย 16% และดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐราว 14%
เป็นที่สังเกตว่า ตลาดหุ้นไทยได้ทำสถิติยอดสูงต่อเนื่อง โดยสูงกว่ายอดเดิมที่ทำไว้ 924.7 จุด เมื่อเดือน พ.ย. 2550 ก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐปี 2551 จนปัจจุบันหรือให้ผลตอบแทนกว่า 47% ในช่วงเวลาเกือบ 5 ปี ตรงกันข้ามตลาดที่พบว่าให้ผลตอบแทนต่ำสุดคือตลาดหุ้นเอเชีย นำโดยจีนติดลบมากสุด 6% หากนับย้อนหลัง 2 ปีคือตั้งแต่ปี 2554 พบว่าติดลบกว่า 19% (ตั้งแต่จุดสูงสุดก่อนเกิดวิกฤตหนี้ซับไพรม์ พบว่าตลาดหุ้นจีนติดลบไปเกือบ 70%) ตามมาด้วยตลาดหุ้นไต้หวัน แม้ปีนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
หากพิจารณาปีที่ผ่านมา พบว่าให้ผลตอบแทนติดลบไม่แพ้ประเทศจีน ทำให้ผลตอบแทนในช่วงเกือบ 2 ปีติดลบ 20% เกาหลีใต้ ปีนี้ให้ผลตอบแทนน้อยเพียง 9% และเมื่อคำนวณรวมผลตอบแทนในปี 2554 ที่ติดลบ 11% ทำให้ผลตอบแทน 2 ปี ของเกาหลีติดลบอยู่ 2%
หากพิจารณาผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยรายกลุ่ม พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 3 ลำดับแรก คืออสังหาริมทรัพย์ 74% ค้าปลีก 71% และสื่อสาร 49% และหากพิจารณาในช่วง 2 ปี (25542555) พบว่าอุตสาหกรรมที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 3 ลำดับแรกคือค้าปลีก 111% การแพทย์ 106% และสื่อสาร 92% ด้วยผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยที่สูงอย่างมากดังกล่าว
ทำให้แนวโน้มผลตอบแทนในปี 2556 น่าจะลดน้อยลง ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงภายนอกยังมีอยู่ ที่สำคัญตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) อยู่ในระดับกลาง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านการตัดลดขาดดุลงบประมาณในสหรัฐและยุโรป ยังกดดันเศรษฐกิจโลกปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น จนเกินผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติภายในประเทศ (จีดีพี) ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแต่เกิดในกลุ่มสหภาพยุโรป แต่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วอีกหลายแห่งทั่วโลก เช่น สหรัฐเนื่องจากการใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้รัฐบาลเหล่านี้ต้องก่อหนี้สาธารณะสะสมเพิ่มขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันความน่าเชื่อถือ รวมถึง ต้นทุนการกู้ยืม การบริหารจัดการลดขาดดุลงบประมาณ และการลดภาระหนี้สาธารณะ จึงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก นับจากนี้สหรัฐยังเผชิญกับปัญหาหน้าผาการคลัง
ปัจจุบันสหรัฐได้ก่อหนี้สาธารณะจนกระทั่งชนเพดานหนี้ที่ 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 107% ของจีดีพีซึ่งทำให้ประธานาธิบดี บารัก โอบามา จำเป็นจะต้องดำเนินการตัดลดงบประมาณขาดดุลจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 8% ของจีดีพีลง แต่ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบต่อภาวะการชะลอตัวเศรษฐกิจ ไม่ให้รุนแรงเกินไปเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป เพราะนับตั้งแต่เกิดปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในปี 2551 กลุ่มสหภาพยุโรป ได้ออกมาตรการให้ประเทศสมาชิกต้องตัดลดขาดดุลงบประมาณให้เหลือ 3% ของจีดีพีในปี 2557 แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังมีหลายประเทศที่ยังไม่สามารถปฏิบัติได้ เช่น กรีซ อิตาลี สเปน โปรตุเกส ฝรั่งเศส เป็นต้น โดยสิ่งที่สหรัฐกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ก็คือ พยายามตัดลดขาดดุลงบประมาณ ผ่านการเพิ่มฐานการเก็บภาษีรายได้และการลดรายจ่าย ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังมีการถกเถียงกันระหว่างพรรครีพับลิกัน ในฐานะที่เป็นรัฐบาล มีความพอใจที่จะเสนอแนวทางการเพิ่มรายได้ของรัฐด้วยการขึ้นภาษีคนรวย 2% ไปอยู่ในอัตราเดิม (ก่อนที่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช จะประกาศลดในระหว่างที่บริหารประเทศ ซึ่งสิ้นสุดปี 2551 แต่มาตรการลดภาษีได้ถูกยืดออกไปอีก 4 ปี สิ้นสุด 2555 เมื่อประธานาธิบดี บารัก โอบามา เข้ามาบริหารประเทศ ขณะที่มาตรการตัดลดงบประมาณรายจ่าย ดูเหมือนโอบามาจะให้น้ำหนักต่อการตัดลดงบประมาณน้อย เพราะกังวลต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เป็นที่สังเกตว่า ตราบที่สหรัฐยังขาดดุลงบประมาณอยู่ นั่นหมายความว่าสหรัฐยังจำเป็นที่จะต้องก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติม และจำเป็นต้องได้รับการขออนุมัติจากสภาคองเกรส แต่เชื่อว่าในที่สุดน่าจะผ่านไปได้หากพิจารณาสถิติในอดีต
อย่างไรก็ตาม พบว่าแต่ละครั้งต้องใช้เวลาในการอนุมัติจากสภาคองเกรสนานราว 78 เดือน แม้กรีซผ่อนคลาย แต่หนี้ระยะสั้นในกลุ่ม PIIGS หรือโปรตุเกส อิตาลี ไอร์แลนด์ กรีซ และสเปน ยังมีโอกาสกลับมากดดันอีก สถานการณ์การแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซ ถือว่ามีแนวโน้มผ่อนคลาย และเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ภายหลังจากที่ประชุมของ TROIKA หรือยุโรป (อียู) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) พร้อมจะอนุมัติเงินช่วยเหลือแก่กรีซงวดใหม่ มูลค่า 4.37 หมื่นล้านยูโร (ยอดเงินที่เหลือจากวงเงินช่วยเหลือรอบแรก 1.1 แสนล้านยูโร) เนื่องจากพอใจต่อการที่กรีซได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบ้าง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปยังมีอยู่และอาจจะกลับมากดดันตลาดในระยะสั้น เพราะหากพิจารณาหนี้สินสาธารณะของกลุ่ม PIIGS มีทั้งสิ้น 3.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าในจำนวนนี้เป็นของอิตาลีกับสเปนรวมกันราว 80% ขณะที่หนี้ระยะสั้นที่กำลังจะครบกำหนดในปี 2556 จะเป็นของประเทศนี้ในสัดส่วนที่สูง
เศรษฐกิจและการค้าโลก มีแนวโน้มชะลอตัวใน 36 เดือนแรกของปี 2556 ผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะกดดันเศรษฐกิจโลกทั่วโลกสะท้อนจากปริมาณการค้าโลกในงวด 10 เดือนแรกของปี 2555 ชะลอตัว จากระยะเดียวกันของปีก่อนชัดเจน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้อัตราการเติบโตของจีดีพี ปี 2555 ของประเทศในเอเชียชะลอตัวลง และมีแนวโน้มต่ำกว่าเป้าหมายที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ไว้ แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป ยังถือเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยภาพรวมในปี 2555 ไอเอ็มเอฟ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกจะเติบโตในอัตรา 3.3% แต่จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% ภายใต้สมมติฐานหลัก ปริมาณการค้าโลกปี 2555 จะอยู่ที่ 3.2% ชะลอตัวจาก 5.8% ในปี 2554 แต่จะขยับขึ้นเป็น 4.5% ในปี 2556 เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย ไทยได้รับผลกระทบจากปริมาณการส่งออกที่หดตัวมาก อันเกิดจากภาวะชะลอตัวของตลาดส่งออกหลักของไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นเอเชีย (5 ประเทศ ราว 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหลังจากขายสุทธิ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปี 2554 โดยหากพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่า ยอดซื้อสุทธิส่วนใหญ่เกินกว่าครึ่งหนึ่งมาจากประเทศเกาหลีใต้ รองลงมาคือไต้หวัน (เทียบกับยอดขายสุทธิเมื่อปีที่ผ่านมา) ตามมาด้วย ไทยมียอดซื้อสุทธิสะสม 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (หลังจากขายสุทธิเมื่อปีก่อน)
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติได้ปรับลดพอร์ตการลงทุนตั้งแต่กลางปี 2555 จนถึงวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ขายสุทธิหุ้นไทยไปมากที่สุด กว่า 28% ของยอดซื้อสุทธิสูงสุดในรอบนี้ที่ราว 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือปรับพอร์ตขายออกมากว่า 3 หมื่นล้านบาท หลังจากที่ปรับปรุงรายการบิ๊กล็อตออกแล้ว ทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยรอบนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2554 จนมาแตะจุดสูงสุดเดือน พ.ค. 2555 รวมเกือบ 1 แสนล้านบาท) และตามมาด้วยตลาดหุ้นไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ธ.ค. ปกติต่างชาติจะมีการซื้อขาน้อย แต่ในปีนี้ได้กลับมาสะสมหุ้นในภูมิภาค โดยมียอดซื้อสะสมมากถึงกว่า 4,300 ล้านเหรียญสหรัฐโดยเข้าซื้อในเกาหลีใต้มากที่สุด 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามมาด้วยไต้หวันและไทย 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และ 410 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ ทำให้ยอดซื้อสะสมหุ้นไทยตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2554 กลับมายืนเหนือระดับ 8 หมื่นล้านบาทอีกครั้ง (หลังจากที่เคยลงไปต่ำสุดที่ 6.6 หมื่นล้านบาทเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2555)
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะพลิกกลับมาขายสุทธิหุ้นไทยในช่วงเดือน ม.ค. เพราะการซื้อสะสมเข้ามาต่อเนื่องอย่างรวดเร็วในเดือน ธ.ค. ทั้งที่ตามปกติมักเลือกที่จะปรับพอร์ตขายตามฤดูกาล
นอกจากนี้ สถิติ 7 ปีย้อนหลังบ่งชี้ว่ามีโอกาสถึง 57% ที่ต่างชาติจะขายสุทธิออกมาในเดือน ม.ค.ของทุกปี และหากพิจารณาสถิติในอดีตระหว่างปี 25382554 พบว่าในช่วงของการปรับลดพอร์ตนั้น ต่างชาติมีการขายหุ้นราว 18100% ของยอดซื้อสุทธิในแต่ละช่วง ดังนั้นเบื้องต้นหากตั้งสมมติฐานว่าขายสุทธิระหว่าง 40% ของยอดซื้อสุทธิสะสมรอบนี้ คาดว่าต่างชาติน่าจะขายขั้นต่ำ 2 หมื่นล้านบาท ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าคาดเม็ดเงิน กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) จะเทขายหนักกว่า 1 หมื่นล้านบาทช่วงต้นปี 2556
ในช่วงต้นปี 2556 ตลาดหุ้นไทย อาจมีปัจจัยลบเพิ่มเติมเข้ามากระทบ คือการเทขายทำกำไรจากกองทุน LTF ตามหลักแล้วจะได้รับอนุญาตให้ขายได้เมื่อครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน ในช่วง 5 ปีหลังสุด (ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา) ดัชนีหุ้นไทยมักมีการปรับฐานในเดือน ม.ค. โดยเฉลี่ย 3.5% คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะกลับมาซ้ำรอยในช่วงต้นปี 2556 เช่นกัน
จากการรวบรวมข้อมูลของฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส พบว่าเม็ดเงินที่เข้าซื้อ LTF ในปี 2552 จะครบกำหนด 5 ปีปฏิทินในปี 2556 มีมูลค่ารวมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2551 ถึงเกือบ 3,000 ล้านบาท หรือ 13% และหน่วยลงทุนดังกล่าวมีต้นทุนเฉลี่ยที่ดัชนีเพียง 674 จุดเท่านั้น จากการที่ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่หลังวิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับเกิน 1,300 จุด ทำให้
ผู้ถือหน่วยลงทุนได้กำไรไปแล้วกว่า 100% (และยังไม่นับรวมสิทธิประโยชน์ทางภาษี) ถือว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเห็นการเทขายกำไรออกมาพร้อมกัน โดยในช่วง 4 ปีหลังสุดพบว่า แรงขายจากส่วนนี้อยู่ในระดับ 50-90% หากประเมินเบื้องต้นว่า แรงขายน่าจะเกิดขึ้นราว 50% ของยอดเงินรวม (ราว 1.3 หมื่นล้านบาท) น่าจะเกิดขึ้นช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. และจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาสั้น นับแต่ช่วงต้นปี 2555 เป็นต้นมา ผลประกอบการรายไตรมาสของบริษัทจดทะเบียนมีลักษณะที่ค่อนข้างผันผวน โดยแกว่งตัวอยู่ในช่วง 1.3 แสนล้านบาท จนถึง 2.17 แสนล้านบาท ซึ่งจากการศึกษาลงไปในรายละเอียดพบว่ามีสาเหตุหลักมาจากฐานกำไรสุทธิของกลุ่มพลังงานสัดส่วน 30% ของฐานกำไรสุทธิรวมทั้งตลาด มีความผันผวนตาม
การเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและปิโตรเคมี ทำให้บริษัทจดทะเบียนในกลุ่มดังกล่าว ต้องทำการบันทึกกำไร/ขาดทุน จากการตีมูลค่าสินค้าคงเหลือในระดับที่มีนัยสำคัญในแต่ละไตรมาส
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรตลาดทั้งปี 2555 ที่ 7.23 แสนล้านบาทหรือเติบโต 16% ซึ่งหมายความว่าหากกำไรจะเป็นไปตามความคาดหมาย ในงวดไตรมาส 4 บริษัทจดทะเบียนต้องสามารถทำกำไรสุทธิโดยรวมได้ที่ 1.65 แสนล้านบาทหรือเติบโต 201% จากฐานกำไรสุทธิไตรมาส 4 ปี 2554 เพราะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากเหตุน้ำท่วมใหญ่จนมีกำไรเหลือเพียง 5.48 หมื่นล้านบาท
“เป้าหมายกำไรดังกล่าวมีความเป็นไปได้” นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ให้ความเห็น
แนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนรวมในงวดปี 2556 ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าน่าจะเห็นการเติบโตในอัตรา 15% มาสู่ระดับ 8.31 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตในระดับใกล้เคียงกับปี 2555 ที่ผ่านมาโดยกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่มีการเติบโตในอัตราสูง ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้างเติบโต 29% โดยหลักมาจากบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ทีพีไอโพลีน (TPIPL)
นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างประเภทต่างๆ ที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นตามภาคการก่อสร้าง ตามมาด้วยกลุ่มไอซีที เติบโต 20% นำโดยบริษัท ไทยคม (THCOM) ซึ่งไม่ต้องรับส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทย่อย หลังจากขายออกไปเมื่อปลายปี 2555 และ
ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเดินหน้าได้เต็มที่ หลังได้ใบอนุญาต 3G อย่างเป็นทางการ และกลุ่มค้าปลีกเติบโต 18% ส่วนใหญ่เกิดจากการขยายสาขาเพิ่มเป็นหลัก และมีบางแห่งที่เติบโตจากสาขาเดิม เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) และบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) เป็นต้น
ขณะที่กลุ่มพลังงานคาดว่ากำไรเติบโต 13% น้อยกว่าการเติบโตของตลาด ทั้งนี้เป็นการจัดทำประมาณการแบบอนุรักษนิยม สะท้อนจากสมมติฐานหลักในการจัดทำประมาณการ
กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี คงระดับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเท่ากับปี 2555 อยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ส่วนต่างราคาวัตถุดิบและราคาผลิตภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2555 อิงระดับ พี/อี 14 เท่า จะได้ดัชนีที่เหมาะสมสิ้นปี 2556 ที่ 1,422 จุด
จากการศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของดัชนีโดยใช้ พบว่าในภาวะปกติดัชนีมักจะเคลื่อนไหวอยู่ในช่าง พี/อี 12-14 เท่า แต่ในภาวะที่มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามามากกว่าปกติก็อาจจะเห็นการดีดตัวขึ้นไป
ของดัชนีสู่ระดับ พี/อี 15 เท่า หรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะปรับตัวเข้าสู่ฐานราคาช่วงพี/อี 12–14 เท่า และในทางตรงข้ามหากมีปัจจัยลบที่อาจสร้างความแตกตื่นให้กับนักลงทุนจนพากันเทขายออกมา ก็อาจทำให้ดัชนีลงไปต่ำกว่า พี/อี 12 เท่า ได้ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน ก่อนที่จะดีดกลับสู่ฐานราคาเดิม สะท้อนจากภาพดัชนีในช่วงปี 2555 พบว่าได้รับแรงหนุนจากทุนไหลเข้าเป็นอย่างดีโดยในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2555 มียอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติมากถึง 1 แสนล้านบาททำให้ดัชนีปรับขึ้นไปซื้อขายเป็นค่า พี/อี สูงกว่า 15.5 เท่า แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีแรงขายออกมาจนดัชนีกลับเข้าใกล้ พี/อี 14 เท่าอีกครั้ง สำหรับแนวโน้มในปี 2556 ยังเชื่อว่าดัชนีน่าจะยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิม ทำให้ฝ่ายวิจัยกำหนดระดับ พี/อี เป้าหมายของดัชนีหุ้นไทยที่ 14 เท่า ซึ่งจะให้มูลค่าดัชนีที่เหมาะสม ณ สิ้นปี 2556 ที่ 1,422 จุด หรือคาดหวังผลตอบแทนจากดัชนีหุ้นไทย ณ ระดับราคาปัจจุบันได้ไม่เกิน 5%
ดังนั้น หากนักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกหุ้นลงทุนอย่างมาก







