posttoday
ปัญหาหนี้ต้องแก้ที่ตนเอง

ปัญหาหนี้ต้องแก้ที่ตนเอง

24 ธันวาคม 2555

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวปัญหาหนี้นอกระบบก็ได้กลับมาเป็นประเด็นในความสนใจกันอีกครั้ง เมื่อศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม จัดเสวนาเรื่อง “วิกฤตหนี้นอกระบบ ทางออกของสังคมไทย” โดยพบว่านับจากปี 25542555 หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น 5.7% มีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 1.68 แสนบาท และมีการเรียกดอกเบี้ยกันสูงถึงวันละ 3% หรือปีละ 1,095 บาท ทำให้คนไม่มีทางออกมากขึ้น และปัญหาหนี้นอกระบบดังกล่าวก็เริ่มแพร่เข้ามายังกลุ่มผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวปัญหาหนี้นอกระบบก็ได้กลับมาเป็นประเด็นในความสนใจกันอีกครั้ง เมื่อศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม จัดเสวนาเรื่อง “วิกฤตหนี้นอกระบบ ทางออกของสังคมไทย” โดยพบว่านับจากปี 25542555 หนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น 5.7% มีหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 1.68 แสนบาท และมีการเรียกดอกเบี้ยกันสูงถึงวันละ 3% หรือปีละ 1,095 บาท ทำให้คนไม่มีทางออกมากขึ้น และปัญหาหนี้นอกระบบดังกล่าวก็เริ่มแพร่เข้ามายังกลุ่มผู้ใช้แรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

สาเหตุของปัญหาหนี้ มาจากสมการง่ายๆ ทางการเงินง่ายๆ ก็คือ รายได้–รายจ่าย ถ้าผลลัพธ์เป็นบวก ก็จะเป็นเงินออม ซึ่งหมายถึงความมั่นคงทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลลัพธ์เป็นลบ นั่นหมายถึง เราอาจต้องเพิ่มรายได้ อาจด้วยการขายทรัพย์สิน หรือต้องก่อหนี้ หรือมิฉะนั้น ก็ต้องลดรายจ่าย

จากประสบการณ์ที่ผมพบมา คนไทยเราส่วนใหญ่ที่เป็นหนี้ มาจาก

1.รายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ หลายกรณีเป็นรายจ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเทอมลูก ฯลฯ แต่ก็มีรายจ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นเช่นกัน เช่น ค่าสังสรรค์ ค่ากาแฟ ฯลฯ ซึ่งการบริหารรายจ่ายเหล่านี้ใช่ว่าจะทำไม่ได้ อย่างเช่น ค่ากาแฟ หรือค่าเครื่องดื่มต่างๆ เฉลี่ยวันละ 35 บาท หากเราไม่รับประทาน จะเก็บเงินเพิ่มได้เดือนละกว่า 1,000 บาท

2.รายได้ต่ำไม่พอรายจ่าย แม้จะประหยัดอย่างไร ก็ไม่พอใช้จ่ายอยู่ดี

3.ค้ำประกันหนี้ให้คนอื่น ใน 2 กรณีบนยังพอทำเนา แต่กับกรณีนี้เป็นกรณีที่เจ็บปวดที่สุด เพราะลูกหนี้ไม่ได้ประโยชน์จากการเป็นหนี้เลย ทำนอง “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง กระดูกแขวนคอ” ดังนั้น อย่าค้ำประกันหนี้ให้ใคร

ดังนั้นการบริหารหนี้ หรือเทคนิคการเป็นหนี้ อย่างไรดีที่ไม่เป็นปัญหา

l กันไว้ดีกว่าแก้ ไม่จำเป็น อย่าเป็นหนี้ เพราะการใช้เครดิต ต้องแลกด้วยต้นทุนเงินที่สูงขึ้นและเครดิตของเราเอง ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องแลก ก็แลกกับสิ่งที่จำเป็นจริงๆ เช่น การรักษาพยาบาล หรือบ้านที่อยู่อาศัย ฯลฯ และขอให้การก่อหนี้เป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะใช้ ดังคำกล่าวที่ว่า การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่การไม่เป็นหนี้เป็นสุขยิ่งกว่า

l มีวินัยในการใช้จ่าย โดยการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และงบประมาณ ไม่ว่าเป็นหนี้หรือไม่ วินัยการใช้จ่ายเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งเป็นหนี้ ยิ่งสำคัญ เพื่อเราจะได้เตรียมพร้อมสำหรับการใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ

l เข้าใจธรรมชาติของหนี้แต่ละประเภท อย่างเช่น สินเชื่อรถยนต์ เป็นหนี้แบบต้นลด ดอกไม่ลด ทำให้ดอกเบี้ยที่เราจ่ายจริง จะอยู่ประมาณ 2 เท่าของอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศ เช่น ประกาศอัตราดอกเบี้ย 3% ดอกเบี้ยที่เราจ่ายจริงจะประมาณ 6% ต่อปี หนี้บัตรเครดิต ดอกเบี้ยประมาณ 1820% ต่อปี แต่ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ ดอกเบี้ยจะสูงมาก อย่างที่เป็นข่าว วันละ 3% หรือเท่ากับ 1,080% ต่อปี ดังนั้น ลำบากยังไง ก็อย่าเป็นหนี้นอกระบบ

l ก่อนก่อหนี้ หาข้อมูลแหล่งเงินกู้หรือสถาบันการเงินที่จะกู้ไว้หลายๆ แห่ง ประเมินเงื่อนไขของเงินกู้ ให้รู้วิธีคิดต้นทุนของสินเชื่อ พิจารณาถึงความสามารถในการรับภาระหนี้ของเราเอง วิธีดูก็คือ ภาระหนี้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 28% ของรายได้ และหากนับเฉพาะภาระหนี้เพื่อการบริโภค เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ที่ต้องชำระในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 15% ของรายได้

l ถ้ามีรายได้เพิ่มขึ้น รีบเอามาชำระหนี้ให้เร็วที่สุด ยังไงดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอยู่แล้ว การรีบชำระหนี้ ก็เปรียบเสมือนเราเพิ่มผลตอบแทนเงินออมของเราเหมือนกัน

l หักหนี้เก่ายังไม่หมด อย่าเพิ่งก่อหนี้ใหม่ ไม่งั้นจะกลายเป็นดินพอกหางหมู

l ปรับหนี้ไปยังหนี้ที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า (Refinance) เดี๋ยวนี้มีสถาบันการเงินหลายแห่งให้บริการด้านนี้ ลองติดต่อดู แต่ต้องเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะต้องเสียด้วยว่า คุ้มหรือไม่ที่จะปรับหนี้

l เจรจากับเจ้าหนี้โดยเร็ว หากมีปัญหาในการชำระหนี้ เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็น และปัญหา ซึ่งจะเป็นการแสดงให้เจ้าหนี้ได้เห็นถึงความรับผิดชอบของเรา การแก้ปัญหาร่วมกันจะทำได้ง่ายขึ้น

l ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย อย่าทำ เพราะประวัติเราจะปรากฏในบริษัท ข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) แล้วเดี๋ยวนี้ หลายบริษัทโดยเฉพาะสถาบันการเงินเริ่มใช้ข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิต มาประกอบการพิจารณารับพนักงานกันแล้ว

กล่าวโดยสรุป ปัญหาหนี้ต้องแก้ที่ตนเอง สำคัญที่สุด อย่างคาดหวังพึ่งคนอื่น เพราะความไม่แน่นอนมีสูง และระลึกไว้เลยว่า ของฟรีไม่มีในโลก แม้เขาช่วยเราลดหนี้ แต่เราก็เพิ่มหนี้ใหม่ขึ้นมาอีกอย่าง...หนี้บุญคุณ

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?