
ช็อปปีใหม่กร่อยของขวัญวูบ15%
เผยคนไทยใช้จ่ายเงินซื้อของขวัญปีใหม่น้อยลง 15% ผลค่าครองชีพพุ่ง สินค้าแพง รถยนต์คันแรกดูดกำลังซื้อ
เผยคนไทยใช้จ่ายเงินซื้อของขวัญปีใหม่น้อยลง 15% ผลค่าครองชีพพุ่ง สินค้าแพง รถยนต์คันแรกดูดกำลังซื้อ
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้านและเลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดของขวัญและของชำร่วยในช่วงปลายปีนี้และช่วงปีใหม่ไม่ค่อยคึกคักมากนัก เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังใช้จ่ายเงินมากขึ้น เพราะปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาของขวัญได้ปรับขึ้น 1015%
ในขณะที่ผู้บริโภคบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางที่เลือกซื้อรถยนต์คันแรกก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายไว้สำหรับผ่อนรถยนต์ ทำให้ยอดการซื้อของขวัญของผู้บริโภคช่วงปีใหม่ลดลง 1015% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และบางส่วนก็หันไปซื้อของขวัญเป็นกระเช้าปีใหม่แทน ถือว่าตลาดของขวัญปีใหม่ซบเซาต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว
“สินค้าของขวัญปีใหม่ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ไม่คึกคักมากนัก ผู้บริโภคเริ่มหันมาซื้อสินค้าในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี และใช้เวลาเลือกซื้อสินค้าน้อยลง และหันไปซื้อกระเช้าของขวัญแทน เพราะหาซื้อง่ายและไม่ต้องเลือกมากนัก แตกต่างจากปีก่อน ที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อของขวัญตั้งแต่เดือน พ.ย.และใช้เวลาพิจารณาซื้อของขวัญแต่ละชิ้นนานมาก”
นอกจากนี้ ยังพบว่าการจัดงาน ไทยแลนด์ เบสท์บาย 2012 มหกรรมสินค้าไลฟ์สไตล์และงานสินค้า โอท็อป ซิตี ในช่วงที่ผ่านมา ยอดขายในแต่ละงานไม่เติบโตตามเป้าหมาย ทั้งจำนวนลูกค้าและยอดซื้อสินค้า แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน
สำหรับสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวคือ การ์ดของขวัญที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคลดลงมาก และเป็นตลาดที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่หันไปส่งข้อความอวยพรปีใหม่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียสูงมาก จนบางรายต้องหันไปเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนมากแทน
ขณะที่ภาพรวมตลาดของขวัญในปีนี้คาดว่าจะเติบโตไม่ถึง 10% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท และในช่วงไตรมาส 4 จะสร้างยอดขายได้ประมาณ 50% ของมูลค่าของขวัญทั้งหมด ซึ่งตลาดของขวัญซบเซาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบธุรกิจของขวัญรายเล็กและผู้ทำธุรกิจการ์ดต้องปิดตัวลงไปในปีนี้ประมาณ 100 ราย และมีโอกาสที่จะปิดตัวมากขึ้น หากไม่เร่งปรับตัว
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดของขวัญในปี 2556 มีโอกาสเติบโตเกิน 10% จากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นทั้งสหรัฐและยุโรป และนโยบายของภาครัฐที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อของคนระดับรากหญ้าได้ผล ซึ่งจะส่งผลดีให้ผู้ประกอบการปรับตัวมาทำตลาดระดับล่างและกลางได้มากขึ้นนอกจากนี้ผู้ประกอบการเร่งปรับตัว ทั้งการปรับธุรกิจให้เล็กลง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและหาพันธมิตรทางการค้าให้มากขึ้น ขณะที่ภาครัฐต้องสนับสนุนโดยเร่งหาตลาดใหม่และให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น







