
เงินท่วมโลก
ปีนี้น้ำไม่ท่วมประเทศไทย แต่กลับมี “เงินท่วม” ระบบเศรษฐกิจโลก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่โหมอัดฉีดเงินในรูปแบบที่หลากหลาย และธนาคารกลางของชาติต่างๆ ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ เป็นระยะเวลาที่ยาวนานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่เว้นแม้แต่ ธปท. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ยืนยันในนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
ปีนี้น้ำไม่ท่วมประเทศไทย แต่กลับมี “เงินท่วม” ระบบเศรษฐกิจโลก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ที่โหมอัดฉีดเงินในรูปแบบที่หลากหลาย และธนาคารกลางของชาติต่างๆ ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ เป็นระยะเวลาที่ยาวนานอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่เว้นแม้แต่ ธปท. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ยืนยันในนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
สัปดาห์ก่อนทางอเมริกาก็ประกาศมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในรอบที่ 4 หรือ QE 4 (Quantitative Easing 4) โดยจัดเม็ดเงินไว้ 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และให้คงอัตราดอกเบี้ยต่ำระดับ 00.25% ที่ต่อเนื่องมากกว่า 4 ปีต่อไป ทั้งนี้เพื่อที่จะได้จัดการกับอัตราว่างงานให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายในระดับไม่เกิน 6.5% ในขณะที่ปัจจุบันยังคงสูงอยู่ประมาณ 7.7%
ทางยุโรปก็อัดฉีดเงินเป็นว่าเล่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรการซื้อคืนพันธบัตร และการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาทางการเงินผ่านทางกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป หรือ ESM (European Stability Mechanism) ที่มีวงเงินสูงถึง 5 แสนล้านยูโร ควบคู่กับมาตรการรัดเข็มขัดที่ประเทศเจ้าปัญหาทั้งหลายต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดเพื่อรับการช่วยเหลือดังกล่าว
ส่วนญี่ปุ่นที่เพิ่งได้รัฐบาลใหม่จากพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LDP (Liberal Democratic Party) และมีนายกรัฐมนตรีใหม่แต่หน้าเดิม คือ ชินโสะ อาเบะ มาบริหารประเทศอีกวาระหนึ่ง ซึ่งก็จะยังคงนโยบาย “อัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ” ต่อเนื่องจากรัฐบาลที่แล้ว ที่พยายามอัดเม็ดเงินงวดสุดท้ายกว่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐก่อนหลุดจากตำแหน่ง
จีนเองก็ต้องกระตุ้นเหมือนกัน เพราะเคยหยุดไปช่วงเศรษฐกิจก็ชะลอตัวเกือบ “เอาไม่อยู่” ถ้ายังอยู่เฉยๆ ไม่เพิ่มปริมาณหรืออุปทานของเงินหยวน ในขณะที่คนอื่นเร่งอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก มีหวังค่าเงินหยวนจะแข็งเกินจะคุมได้ และนโยบายเงินอ่อนเพื่อชิงความได้เปรียบด้านการแข่งขันและการส่งออกอาจไม่สามารถต้านทานแรงกดดันจากประเทศคู่ค้าทั้งหลายต่อไปได้
ดังนั้น จีนจึงต้องเร่งทำเงินหยวน หรือสกุล RMB (Renminbi) ให้เป็นเงินสกุลหลักของโลกหรือให้เป็นสกุลเงินสากล (Internationali zation of RMB) ให้ได้ภายใน 10 ปีนี้ เทียบเท่ากับเงินสกุลยูโรของยุโรป เงินปอนด์ของอังกฤษ และเงินเยนของญี่ปุ่น และจะให้เป็นอันดับ 2 รองแต่เงินดอลลาร์ของสหรัฐ ที่เป็นที่นิยมสูงสุดในโลกขณะนี้
การพัฒนาพันธบัตรสกุลเงินหยวน หรือที่เรียกว่า พันธบัตรติ่มซำ (Dim Sum Bond) และการสนับสนุนให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ให้รวมเงินหยวนในทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ตลอดจนเซ็นสัญญาแลกเปลี่ยนสกุลเงิน (Swap Agreement) กับประเทศต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาศูนย์กลางตลาดเงินหยวนนอกประเทศจีนในหลายประเทศและเขตเศรษฐกิจในเอเชีย ที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่าง ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น และในพื้นที่อื่น เช่น ลอนดอน ล้วนเป็นมาตรการเพิ่มความเป็นสากลของเงินหยวน และทำให้ปริมาณหมุนเวียนของเงินหยวนเพิ่มมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลก
โดยทั่วไปการเพิ่มปริมาณเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินสกุลหลักๆ ของโลกอย่าง ดอลลาร์ ยูโร เยน และต่อไปคือหยวน น่าจะทำให้เกิด “เงินเฟ้อ” และค่าเงินสกุลหลักที่อ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่แปลกที่งวดนี้อัตราเงินเฟ้อกลับไม่เป็นปัญหาหนักของระบบเศรษฐกิจโลก ตลอดจนค่าเงินสกุลหลักก็ไม่อ่อนค่ามากนัก ซึ่งเห็นได้จากระดับราคาทองกลับต่ำกว่า 1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในตลาดโลก และต่ำประมาณ 2.45 หมื่นบาทต่อบาททองคำ ในตลาดไทย มีเพียงตลาดหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเงินไหลเข้าหนุนให้ราคาหุ้นโดยรวมค่อนข้างดีในขณะนี้
ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเป็นเพราะเศรษฐกิจที่ยังคงขยายตัวอย่างน่าพอใจในประเทศแถบเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่าง จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล และหลายประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศที่มีประชากรมากๆ อย่างอินโดนีเซีย รวมทั้งประเทศอย่างพม่า ที่เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้นและต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ล้วนเป็นความต้องการของสินค้าและบริการในตลาดโลก และพลอยให้เป็นความต้องการของเงินสกุลหลักๆ ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าบริการที่ต้องการ
จึงเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ตอนนี้ร่วมกัน “ปั๊มเงิน” อย่างเต็มที่ แล้วจะไม่ให้เงินท่วมโลกได้อย่างไร







