
‘ซีอาร์ซี’รายได้พุ่ง30%
แตะ1.4แสนล้านโตสุดใน22ปีลงทุนต่อเนื่อง2หมื่นล้านปีหน้า
แตะ1.4แสนล้านโตสุดใน22ปีลงทุนต่อเนื่อง2หมื่นล้านปีหน้า
ซีอาร์ซี แย้มปีมังกรโต 30% ครั้งแรกในรอบ 22 ปี หลังกำลังซื้อคนไทยพุ่ง เดินหน้าลงทุนต่อ 2 หมื่นล้านบาท ปีหน้า
นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี เปิดเผยว่า ภาพรวมกลุ่มซีอาร์ซีปีนี้ขยายตัวมากถึง 30% หรือมียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับเป็นการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 22 ปี
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้การเติบโตสูงมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเสริมจากการซื้อกิจการค้าปลีกอย่างการซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในไทยเมื่อปีที่แล้ว และอีกส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากกำลังซื้อภายในประเทศที่ขยายตัวมาก ตามรายได้ของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับในปี 2556 ยังคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีกเกือบ 20% หรือมียอดขายแตะ 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการมีแฟมิลี่มาร์ท และห้างสรรพสินค้าใหญ่ในกรุงโรม “ลา รีนาเซนเต” ประเทศอิตาลีเข้ามาเสริมทัพ หลังจากซื้อกิจการ 2 ค้าปลีกดังกล่าวในปีนี้
“ถ้าย้อนกลับไปในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มซีอาร์ซีจะเติบโตเฉลี่ยแค่ 10% บางปีโตแค่ 5-6% มีช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ที่เติบโตสูงถึง 12-18% แต่ถ้าพูดถึงการเติบโตมากถึง 30% ก็ตั้งแต่เมื่อปี 2533” นายทศ กล่าว
การเติบโตดังกล่าว เป็นการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็น โรบินสัน บิ๊กซี โฮมเวิร์ค ไทวัสดุ บีทูเอส ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย โดยนับตั้งแต่ปี 2554-2556 จะเป็นช่วงที่บริษัทเติบโตมากที่สุด โดยยอดขาย 9 หมื่นล้านบาทแรก ที่เคยทำได้ใช้เวลานานถึง 63 ปี แต่ยอดขาย 9 หมื่นล้านบาทที่ 2 ใช้เวลาเพียง 3-4 ปีเท่านั้น
ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในปีหน้า จะขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนใกล้เคียงกับปีนี้ที่กว่า 2 หมื่นล้านบาท โดยเชื่อว่าอีก 5 ปีนับจากนี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวดีมาก ซึ่งเป็นผลจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 เพราะไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ถูกจับตามองว่าน่าลงทุนมากที่สุด
นายทศ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจในยุโรป แม้ว่าจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่กลับส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว เพราะค่าเงินที่ถูกลงทำให้ดึงดูดนักช็อป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียเข้าไปจับจ่ายใช้สอย ทำให้กลุ่มซีอาร์ซีสนใจลงทุนในอิตาลีต่อเนื่อง โดยเฉพาะค้าปลีกระดับลักชัวรี เพราะเป็นตลาดที่เจาะเป้าหมายกลุ่มนักท่องเที่ยว







