
ส่งสัญญาณเอฟทีเอไทยอินเดียส่อแววไม่ทันสิ้นปี
เอฟทีเอไทยอินเดีย ส่อแววไม่จบทันปีนี้ หลังอินเดียเสนอรายการลดภาษีสินค้าไม่ครบ ส่วนกับอียู หากเสียประโยชน์พร้อมเลิก
เอฟทีเอไทยอินเดีย ส่อแววไม่จบทันปีนี้ หลังอินเดียเสนอรายการลดภาษีสินค้าไม่ครบ ส่วนกับอียู หากเสียประโยชน์พร้อมเลิก
นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยอินเดีย ว่า มีแนวโน้มที่การเจรจาจะไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายในเดือน ธ.ค. 2555 เพราะทั้งสองประเทศยังไม่สามารถตกลงกันในรายละเอียดเพิ่มเติมของการเจรจาเปิดเสรีในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนได้
ทั้งนี้ ได้รายงานข้อมูลเบื้องต้นให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว ก่อนที่จะมีการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนอินเดีย ในวันที่ 20-22 ธ.ค.นี้ ซึ่งนายกฯ ก็ย้ำว่า หากการเจรจาไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับไทยก็ควรจะพิจารณาด้วยความรอบคอบ
สำหรับประเด็นที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้คือ การเพิ่มรายการสินค้าที่จะนำมาลดภาษีเหลือ 0% เพิ่มเติมจากที่ได้เคยนำร่องลดภาษีกันไปแล้วในกลุ่มสินค้า 82 รายการ ตั้งแต่ปี 2549 โดยได้ตกลงที่จะเพิ่มรายการลดภาษีฝ่ายละ 150 รายการ โดยไทยได้ยื่นรายการตามที่ระบุไว้ แต่ทางอินเดียกลับเสนอรายการสินค้าเพียง 60 รายการ และเป็นรายการที่ไทยเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์ จึงยังไม่ยอมรับ
สำหรับการเปิดเสรีภาคบริการก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ เพราะอินเดียได้เสนอเงื่อนไขขอให้ผู้ให้บริการวิชาชีพอิสระที่เข้ามาทำงานในไทยสามารถประกอบธุรกิจอื่นๆ ได้ หลังจากที่เข้ามาทำงานแล้ว 6 เดือน ขณะที่ภาคการลงทุนก็ยังตกลงกันไม่ได้
นางพิรมล กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการเตรียมการเจรจาเอฟทีเอไทยสหภาพยุโรป (อียู) กรมฯ ได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยได้หยิบยกประเด็นปัญหาต่างๆ ขึ้นมาให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับรู้ปัญหาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นในเรื่องยา เหล้า และบุหรี่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังประชุมหารือกัน แต่ในส่วนของกรมได้ศึกษาในประเด็นต่างๆ ไว้แล้ว หากพบว่าไทยเสียประโยชน์มากกว่าได้ก็พร้อมเลิกเจรจา แต่ถ้าได้มากกว่าเสียก็พร้อมเจรจา และหาแนวทางช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ยังเห็นว่าไทยมีความจำเป็นต้องทำเอฟทีเอไทยอียู เพราะส่งผลดีกับไทยในหลายๆ ด้าน ทั้งการช่วยแก้ปัญหากรณีถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) การสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากอียูมาไทย เพราะปัจจุบันมาเลเซียได้ทำเอฟทีเอกับอียูแล้ว ถ้าไทยช้าการลงทุนก็อาจจะไปที่มาเลเซียหมดเพราะนักลงทุนอาจไม่มั่นใจในการมาลงทุนในไทย







