posttoday
ถนนเพื่อการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเล

ถนนเพื่อการท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเล

17 ธันวาคม 2555

ภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย การมีฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดแนวคิดในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นจุดขายเพื่อนำเงินรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่นำรายได้เข้าประเทศมาโดยตลอด

ภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลทั้งฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย การมีฐานทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดแนวคิดในการนำทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นจุดขายเพื่อนำเงินรายได้เข้าประเทศ โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่นำรายได้เข้าประเทศมาโดยตลอด

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2554 รัฐบาลขณะนั้น ได้มอบหมายให้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ดำเนินการก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง มีจุดเริ่มต้นของโครงการตั้งแต่กิโลเมตรที่ 73 ของถนนพระราม 2 ในเขต จ.สมุทรสงคราม ลัดเลาะไปตามชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย มีถนนทั้งสองฝั่งทางเป็นถนนขนาด 2 ช่องจราจร และมีทางสำหรับจักรยาน 2 ข้าง โดยหวังที่จะใช้เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งทะเลภาคใต้ตอนบน ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์และหลากหลาย

การพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ จะทำให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยว และใช้เป็นเส้นทางคมนาคมสายรองในการเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก (ถนนเพชรเกษม) ในการเดินทางลงสู่ภาคใต้อีกทางหนึ่งด้วย

หากได้ติดตามโครงการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ตอนบนของรัฐบาลที่ผ่านมา จะพบว่ามีแนวคิดที่จะใช้พื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย เป็นเส้นทางในการคมนาคมสัญจรและส่งเสริมการท่องเที่ยวมาแล้วหลายโครงการ โครงการซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีก็คือการก่อสร้างถนนยกระดับตัดผ่านอ่าวไทยจาก จ.สมุทรสาคร ถึงแหลมผักเบี้ย จ.เพชรบุรี ความยาว 127 กิโลเมตร ซึ่งเกิดขึ้นในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ในท้ายที่สุด รัฐบาลขณะนั้นได้ออกมายอมรับว่าโครงการก่อสร้างถนนดังกล่าว ไม่ผ่านการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) อีกทั้งมีการใช้งบประมาณลงทุนที่สูงกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่ไม่สามารถใช้ถนนได้ทั้งปี เพราะบางเดือนเป็นช่วงที่มีมรสุม และผลการสำรวจประชามติของประชาชนในพื้นที่ ปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวถึงร้อยละ 94 จนต้องยกเลิกโครงการดังกล่าวไป

โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก หรือที่เรียกว่า ถนนเพื่อการท่องเที่ยวที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวชายฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันตก เพื่อยกระดับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก เพราะมีการมองว่าพื้นที่ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรนั้น มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาเป็นถนนเลียบชายฝั่งทะเลที่ยาวที่สุดในโลกเช่นเดียวกับรูปแบบของการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสที่เรียกว่า “ริเวียรา” ได้ สำหรับ จ.ระนอง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ร้อน ก็สามารถพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ “สปาซิตี” ได้เช่นกัน

ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างคาดหมายว่าโครงการถนนเพื่อจะท่องเที่ยวจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และเพิ่มเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวให้มากขึ้นได้ อันจะนำมาการเพิ่มค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เกิดการจ้างงาน เกิดการขยายตัวของธุรกิจ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และในที่สุดรัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีอากรทั้งทางตรงและทางอ้อม เป้าหมายดังกล่าวจะมุ่งไปสู่การนำมาซึ่งเงินรายได้จำนวนมากเข้าประเทศ และทำให้ชุมชนตลอดจนประชาชนในพื้นที่มีรายได้มากขึ้นก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมยังคงเป็นห่วงก็คือโครงการดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระบบนิเวศของพื้นที่ที่โครงการตัดผ่านหรือไม่ โดยฝ่ายที่สนับสนุนโครงการนี้ก็ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ข้อดีของโครงการนี้คือการเป็นถนนเลียบชายหาด โดยเฉพาะเส้นทางจาก จ.สมุทรสงคราม ถึง จ.เพชรบุรี นั้นมีถนนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเดิมอยู่แล้ว ทำให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมน้อยและจะทำให้การดำเนินโครงการทำได้อย่างรวดเร็ว เพราะจะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก

แต่จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงชนบทที่มีส่วนร่วมในโครงการดังกล่าว ได้ให้ข้อเท็จจริงว่า โครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทยนั้น มีโครงการก่อสร้างหลายช่วง การจะได้รับงบประมาณเพื่อทำการก่อสร้างในแต่ละช่วงนั้น ต้องผ่านการศึกษาถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อน ซึ่งในปัจจุบันมีการสร้างแล้วเสร็จประมาณ 94.7 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 24.1 กิโลเมตร ยังเหลือระยะทางตามแผนงานที่ยังไม่ได้ก่อสร้างอีกประมาณ 564 กิโลเมตร ซึ่งระยะทางที่ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้างดังกล่าวนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ว่ามีมากน้อยเพียงใด

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้เห็นได้ว่าในบางกรณีโครงการพัฒนาของรัฐเองที่มีการนำเสนอว่าจะทำให้ชุมชนคนในท้องถิ่นและประเทศชาติได้รับประโยชน์นั้น ก็ดำเนินการในลักษณะทำไป ศึกษาไป ไม่ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบที่สำคัญ ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนในภาพรวมทั้งโครงการ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาว่าเมื่อก่อสร้างโครงการไปแล้วบางส่วน แต่ไม่สามารถดำเนินการในส่วนที่เหลือได้ เพราะไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำจากการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ก็อาจทำให้โครงการต้องหยุดชะงักหรือไม่อาจดำเนินโครงการต่อไปได้ ทำให้เกิดความสูญเปล่าในทางงบประมาณที่ได้ใช้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาโครงการที่ต้องอ้างผู้เชี่ยวชาญมาทำวิจัย ตลอดจนค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ได้จ่ายไปในการก่อสร้าง ซึ่งงบประมาณดังกล่าวก็มาจากเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศนั่นเอง

ในการดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงควรที่จะต้องศึกษาถึงผลกระทบในทุกด้านอย่างรอบคอบก่อน เพราะหากเกิดความเสียหายตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังถือเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ที่กำหนดให้การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติต้องจัดให้มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมก่อนอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน