posttoday
เงินทุนไหลเข้าและพื้นฐานเศรษฐกิจดีขึ้น หนุนหุ้นแกว่งขึ้นต่อ

เงินทุนไหลเข้าและพื้นฐานเศรษฐกิจดีขึ้น หนุนหุ้นแกว่งขึ้นต่อ

29 มีนาคม 2553

สัปดาห์ก่อนได้ชี้ให้เห็นว่า ดัชนีหุ้นไทยจะยกฐานขึ้นมาเทรดอยู่ในกรอบ 760840 จุด ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า หลังตัวแปรต่างๆ พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่ปัญหาการเมือง มาบตาพุด เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าที่คาด และแนวโน้มการแข็งตัวของค่าเงินบาท

ขอขยายความต่อจากสัปดาห์ก่อนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเศรษฐกิจโลกที่ขณะนี้ค่อนข้างเป็นใจต่อตลาดหุ้นเอเชีย ดังนี้

ประการแรก เศรษฐกิจเอเชียฟื้นตัวดีกว่าและเร็วกว่าภูมิภาคอื่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกรอบนี้ ภูมิภาคเอเชียนำโดยจีน อินเดีย ดูโดดเด่นกว่าภูมิภาคอื่นมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ G3 ที่ยังคงเผชิญกับปัญหาอัตราการว่างงานสูง สินเชื่อในระบบสถาบันการเงินยังคงหดตัว

ขณะที่กลุ่มอียูโดยเฉพาะประเทศยุโรปตอนใต้นำโดยกรีซ สเปน โปรตุเกสยังถูกกระหน่ำซ้ำด้วยปัญหาหนี้สาธารณะ กลายเป็นตัวถ่วงการฟื้นตัวของกลุ่มอียู

ประการที่ 2 อัตราดอกเบี้ยของเอเชียโน้มขึ้นเร็วกว่าของ G3 การที่เศรษฐกิจสหรัฐและอียูฟื้นตัวอย่างเปราะบางทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐและอียูมีแนวโน้มที่จะตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ ตรงข้ามกับเศรษฐกิจเอเชียที่ฟื้นตัวเร็วกว่าจนทำให้ธนาคารกลางเอเชียส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ย นำโดยมาเลเซีย และอินเดีย รวมถึงของบ้านเราด้วย แนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยเอเชียจะไต่ขึ้นเร็วกว่าของกลุ่ม G3 ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐและเงินยูโร

ภายใต้การคาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยและค่าเงินของประเทศหลักจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป เพิ่มแรงจูงใจให้เกิดธุรกรรมกู้ยืมเงินดอกเบี้ยถูกจากประเทศหลักไปลงทุนในประเทศเอเชียที่มีอัตราผลตอบแทนสูงขึ้นและมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

น่าสังเกตว่า ปกติแล้ว ตลาดหุ้นมักตอบสนองเชิงลบต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย แต่รอบนี้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นเพียงการดึงให้อัตราดอกเบี้ยกลับมาสู่ภาวะปกติ ไม่ต่ำเกินไป มิได้เป็นการคุมเข้มนโยบายการเงิน (เป็นเพียง Normalized มิได้ Tightening นโยบายการเงิน) นอกจากนั้นเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวยังหนุนผลประกอบการให้ฟื้นตัวขึ้นด้วย ที่สำคัญนักลงทุนเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงลดลงมาก หลังภาวะเศรษฐกิจ ระบบการเงินค่อยๆ ฟื้นตัวกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ประการที่ 3 เงินเอเชียมีโอกาสแข็งตามเงินหยวนในอนาคต แรงกดดันโดยเฉพาะจากสหรัฐให้จีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น แม้จะถูกต่อต้านอย่างแข็งขันจากทางการจีน แต่ตลาดคาดว่า ในที่สุดแล้วจีนจะค่อยๆ ปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะสนับสนุนให้เงินเอเชียพลอยแข็งค่าตามไปด้วยเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักของโลก เงินทุนที่เข้ามาในเอเชียจึงมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่อหนึ่ง

ภายใต้การคาดการณ์ข้างต้นทำให้เกิดการปรับพอร์ต โยกเงินเข้าตลาดหุ้นเอเชียขนานใหญ่จนดันตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบ 2122 เดือน กรณีตลาดหุ้นไทย นักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 24 วันทำการ มูลค่ารวมกันราว 4.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินที่ไหลเข้าอินเดียและเกาหลีใต้ หากนับจากต้นปี จะมีมูลค่ามากกว่าของเราคิดเป็นเกือบ 3 เท่าตัวทีเดียว เรียกได้ว่า เงินทุนกำลังไหลบ่าเข้าตลาดหุ้นเอเชีย

น่าสังเกตว่า รอบนี้นักลงทุนต่างชาติ กังวลปัญหาการเมืองไทยน้อยกว่านักลงทุนในประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมองว่า ปัญหาการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่สำคัญความเสี่ยงเรื่องนี้น่าจะพีกไปแล้วตั้งแต่สงกรานต์ปีที่แล้ว นอกจากนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียอื่นก็มีความเสี่ยงทางการเมืองเช่นกัน

การชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. เป็นต้นไป เป็นไปโดยสงบ ยังไม่มีภาพการใช้ความรุนแรง แม้จะมีมือที่สามพยายามสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองบ้างก็ตาม ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นว่า รัฐบาล “อภิสิทธิ์” จะประคองตัวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์พลิกผัน มีการใช้ความรุนแรง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มิใช่วิถีประชาธิปไตย เชื่อว่าทุนต่างชาติก็พร้อมกลับทิศเช่นกัน

ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่า ทุนต่างชาติจะหยุดไหลเข้าเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ล่าสุดดัชนีหุ้นไทยเทรดกันอยู่ที่ค่าพีอี 14.2 เท่า หากใช้กำไรของปี 2552 แต่ถ้าใช้กำไรของปี 2553 ที่คาดว่าจะโตขึ้น 15% ค่าพีอีจะลดเหลือ 12.3 เท่า ใกล้เคียงกับค่าพีอีเฉลี่ย 10 ปีของบ้านเรา

อย่างไรก็ดี หากดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไป เช่นไปถึง 840 ในหนึ่งเดือนข้างหน้า จะดันค่าพีอีอดีตและอนาคตขึ้นไปเป็น 15.3 และ 13.3 เท่า ห่างออกจากค่าพีอีเฉลี่ย 10 ปี ที่ 12 เท่า มากเกินไป แม้วัฏจักรเศรษฐกิจไทยจะผ่านจุดต่ำสุดแล้วเมื่อต้นปี 2552 และอยู่ในช่วงของการขยายตัวไปอีก 34 ปี เป็นอย่างน้อย จะทำให้ตลาดมีโอกาสเทรดสูงกว่าค่าพีอีเฉลี่ย แต่ถ้าดัชนีหุ้นขึ้นเร็วเกินไปจนกำไรโตตามไม่ทัน ก็มีโอกาสสูงที่จะมีการปรับฐานระหว่างทาง เพื่อพักรอกำไรให้วิ่งขึ้นตามมาก่อน

ดังนั้นระดับดัชนีตั้งแต่ 820 จุด ขึ้นไป หากมาเร็วภายใน 1 เดือนจากนี้ น่าใช้เป็นจังหวะทยอยขายทำกำไร แม้ดัชนีหุ้นจะมีโอกาสวิ่งเลยขึ้นไปถึง 840850 จุดก็ตาม เพราะเชื่อว่าไม่น่าจะยืนระยะได้นาน อย่าลืมว่า รอบนี้ดัชนีหุ้นรอบนี้ได้วิ่งขึ้นมาร่วม 100 จุดแล้ว หากจะไปต่อทันทีอีก 6070 จุด ถือว่าแรงและเร็วเกินไป เสี่ยงต่อการถูกขายทำกำไรแรง นอกจากนั้นระหว่างทางจะต้องประเมินปัจจัยเสี่ยงเป็นระยะ โดยเฉพาะการเมือง ค่าเงินบาท และความต่อเนื่องของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก กรณีเงินบาทนั้นหากแข็งพรวดทะลุ 32 บาท เสี่ยงจะไหลไปถึง 31.50 บาท แถวนี้มีแรงจูงใจมากพอที่ต่างชาติจะทำกำไร 2 ต่อ ทั้งหุ้นและค่าเงิน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค