
ถ้าจะเป็นฮับเศรษฐกิจกลางอาเซียนไทยต้องเปิดเสรีธุรกิจบริการมากขึ้น
งานสัมมนา “ประเทศไทยในกระแสเออีซี มายาคติ ความเป็นจริง โอกาสและความท้าทาย” ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดขึ้น ทำให้ผู้ร่วมสัมมนารับรู้ว่า ปี 2558 ที่ว่าจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เกิดขึ้นนั้น จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ต่อประเทศไทย เพราะยังมีปัญหาระดับความผูกพันของข้อตกลง และการขาดความมุ่งมั่นในการเปิดเสรีของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ควรเปิดเสรีให้ต่างด้าวเข้ามาหุ้นในธุรกิจบริการ และพลังงานมากกว่านี้ เพื่อเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางอาเซียนในอนาคต
งานสัมมนา “ประเทศไทยในกระแสเออีซี มายาคติ ความเป็นจริง โอกาสและความท้าทาย” ที่สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดขึ้น ทำให้ผู้ร่วมสัมมนารับรู้ว่า ปี 2558 ที่ว่าจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เกิดขึ้นนั้น จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ต่อประเทศไทย เพราะยังมีปัญหาระดับความผูกพันของข้อตกลง และการขาดความมุ่งมั่นในการเปิดเสรีของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ควรเปิดเสรีให้ต่างด้าวเข้ามาหุ้นในธุรกิจบริการ และพลังงานมากกว่านี้ เพื่อเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางอาเซียนในอนาคต
“เดือนเด่น นิคมบริรักษ์” ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปี 2558 ผู้ประกอบการในอาเซียนจะยังไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้อย่างเสรีกับผู้ประกอบการไทยในทุกสาขาบริการ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะกรอบการเปิดเสรีภาคบริการภายใต้เออีซีไม่ได้เป็นข้อผูกพันทางกฎหมาย ต่างจากเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) แต่เป็นเพียงแผนเพื่อให้การเจรจาในการเปิดเสรีมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนต่างจากการเจรจาในอดีต
กรอบแนวทางการเปิดเสรีเออีซีให้ความยืดหยุ่นแก่สมาชิกที่ไม่พร้อมดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ ทำให้การเปิดเสรีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในธุรกิจต่างๆ ที่เป็นสาขาที่เร่งรัดไม่เกิน 49% มาเลเซีย 51% โดยในอาเซียนมีสิงคโปร์ประเทศเดียวที่เปิดเสรีอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ เป้าหมายในการเปิดเสรีด้านการค้าบริการภายใต้เออีซี จะต้องเปิดเสรีการถือหุ้นในบริษัทในอาเซียนทั้งสาขาที่เร่งรัด ทั้งสาขาสุขภาพ ท่องเที่ยว การขนส่งทางอากาศ จะต้องเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น 51% ตั้งแต่ปี 2551 และ 70% ตั้งแต่ปี 2553
ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่อาเซียนจะเปิดเสรีภาคบริการได้ตามแผนปี 2558 จึงมีน้อยมาก
การเจรจาการค้าบริการในอาเซียนซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2539 ภายใต้กรอบความตกลงการค้าบริการอาเซียน (เอฟาส) ใช้รูปแบบข้อเรียกร้องและข้อเสนอ ซึ่งลอกเลียนมาจากการเจรจาเพื่อเปิดเสรีการค้าบริการในองค์การการค้าโลก (แกตต์) เป็นการเปิดเสรีตามความพร้อมของรัฐสมาชิก
เมื่อการเปิดเสรีภายใต้เอฟาสไม่คืบหน้า จึงมีการกำหนดแผนในการเปิดเสรีภาคบริการในอาเซียน โดยมีการกำหนดเป้าหมายและเงื่อนเวลาในการเปิดเสรีในเออีซี
ดังนั้น เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการเปิดเสรีตามแผนดังกล่าว สมาชิกจะต้องยื่นข้อผูกพันที่จะเปิดเสรีภาคบริการในการเจรจาเอฟาส 4 ครั้งในปี 2552 2554 2558 และ 2559
การที่ไทยยังไม่บรรลุผลในการเปิดเสรีตามกำหนด และพลาดเป้าหมายนานถึง 4 ปี ทำให้ความน่าลงทุนของประเทศไทยน้อยกว่าขนาดเศรษฐกิจเมื่อเทียบประเทศในอาเซียน จากขนาดเศรษฐกิจของประเทศหรือขนาดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงปี 2549-2553 มีสัดส่วน 19.39% แต่มีส่วนแบ่งเงินลงทุนตรงจากต่างชาติเพียง 13.83% เทียบสิงคโปร์ที่มีจีดีพี 9.08% แต่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงถึง 42.80%
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังลงทุนในอาเซียนน้อยมาก ในขณะที่สิงคโปร์เป็นแหล่งทุนที่สำคัญของภูมิภาค เรียกได้ว่า สิงคโปร์เป็นประตูสู่อาเซียน โดยบริษัทข้ามชาติในไทยใช้สิงคโปร์เป็นทางผ่านในการลงทุน จะเห็นได้จาก 25 บริษัทชั้นนำในไทย 6 บริษัทเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในสิงคโปร์
การที่ไทยเป็นประเทศสมาชิกที่ปิดกั้นการลงทุนของคนต่างด้าวในภาคบริการมากที่สุด ทำให้ภาคบริการไทยล้าหลังไม่จูงใจให้มีการเปิดสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ
“อนาคตเมื่อมีการเปิดเสรีการลงทุนระหว่างสมาชิก และหากต่างชาติที่จดทะเบียนในสมาชิกอาซียนได้รับสิทธิเท่าเทียมกับบริษัทของประเทศสมาชิก การลงทุนจากต่างประเทศจะยิ่งกระจุกตัวที่สิงคโปร์มากขึ้น ที่จะทำให้ประเทศนี้ยิ่งจะกลายเป็นดุมล้อของการลงทุนในภูมิภาคมากขึ้น ขณะที่ไทยจะเป็นเพียงซี่ล้อเท่านั้น เพราะความที่เราไม่เปิดเสรีในธุรกิจบริการและผ่อนคลายกฎระเบียบทำให้ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมีต้นทุนดำเนินการสูงเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน” เดือนเด่น กล่าว
ประเทศไทยเสียโอกาสในการได้รับการลงทุน เพราะการถ่ายทอดเทคโนโลยีในภาคบริการจากต่างประเทศ เพราะการจำกัดการลงทุนในสาขาบริการ และไม่สามารถตักตวงผลประโยชน์จากการเปิดเสรีด้านการค้าบริการในอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากไม่ปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุนที่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้มีการแข่งขันในตลาดและมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี
ประสิทธิภาพของแรงงานในภาคการผลิตและภาคบริการของไทยในปี 2554 มีประสิทธิภาพน้อยกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย ในขณะที่คุณภาพของบริการเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ในขณะที่ประสิทธิภาพด้านการสื่อสารรั้งอันดับ 4 เป็นรองแม้กระทั่งฟิลิปปินส์
นับว่าพัฒนาการของภาคบริการของไทยยังด้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญที่จะถ่วงขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ
“เดือนเด่น” แนะนำว่า ควรเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางเทคโนโลยีในภาคบริการ ปฏิรูปกฎกติกาในการกำกับดูแลธุรกิจบริการหลักของประเทศ และปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ สาขาที่ควรเปิดเสรี คือ บริการที่สนับสนุนภาคธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน พลังงาน โทรคมนาคม และขนส่ง และบริการที่ผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดไม่กี่ราย อาทิ สื่อสาร และพลังงาน
การปฏิรูปกฎกติกาในการกำกับดูแล โดยการยกเลิกประกาศเกี่ยวกับการครอบงำกิจการของต่างด้าวที่กีดกันผู้ประกอบการต่างชาติ มีกติกาที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่และผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเชื่อมต่อหรือเช่าใช้โครงข่ายโทรคมนาคมได้อย่างเป็นธรรม
ด้านธุรกิจพลังงาน ควรมีกติกาให้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถเช่าใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายท่อก๊าซของ ปตท. และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นธรรม
ด้านธุรกิจการเงิน ยกเลิกการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมสำหรับบริการที่มีการแข่งขัน กำกับดูแลระบบการชำระเงินที่ผูกขาด และยกเลิกข้อจำกัดจำนวนสาขาบริการสำหรับธนาคารต่างชาติ
นอกจากนั้นยังเสนอแนะว่า
ประการแรก ไทยควรมีแผนในการเปิดเสรีภาคบริการที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองแทนการเปิดเสรีตามข้อกำหนดของเออีซี หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP)
ประการที่สอง รัฐบาลควรแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อแปลงบัญชี 3 จากการเป็นรายชื่อบวก เป็นรายชื่อลบ และกำหนดสาขาบริการที่ให้การคุ้มครองบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของเศรษฐกิจส่วนรวมมิใช่ของผู้ประกอบการในธุรกิจนั้น
ประการที่สาม รัฐบาลต้องเปิดเสรีธุรกิจบริการที่เป็นบริการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยที่มีการผูกขาด ได้แก่ พลังงาน และโทรคมนาคม
ประการที่สี่ รัฐบาลควรผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลรายสาขายกเลิกมาตรการที่เป็นอุปสรรคกีดกันการลงทุนมีมาตรการช่วยส่งเสริมการแข่งขันในสาขาบริการที่มีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ ได้แก่ สาขาโทรคมนาคม พลังงาน และการเงิน
การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่ไม่จูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ข้อกำหนดจ้างงานคนไทย 4 คนต่อคนต่างด้าว 1 คน และข้อจำกัดเกี่ยวกับการจ้างงานวิชาชีพที่เป็นคนต่างด้าว และทบทวนนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่เน้นเพียงธุรกิจอุตสาหกรรม โดยควรเน้นภาคบริการด้วย







