
มีรถคันแรกก็จะโดน(ยึด)เสียแล้ว!
ไม่ได้อยากจะทำลายความฝันที่จะมี “รถคันแรก” แต่ได้ยินมาว่า มีหลายคนที่ “ใจเร็วด่วนได้” อยากจะได้เงินคืน 1 แสนบาทตามโครงการรถคันแรก จนลืมประเมินความสามารถที่จะผ่อนรถจนหมดหนี้
ไม่ได้อยากจะทำลายความฝันที่จะมี “รถคันแรก” แต่ได้ยินมาว่า มีหลายคนที่ “ใจเร็วด่วนได้” อยากจะได้เงินคืน 1 แสนบาทตามโครงการรถคันแรก จนลืมประเมินความสามารถที่จะผ่อนรถจนหมดหนี้
แต่จากสถิติในอุตสาหกรรมเช่าซื้อรถยนต์ หรือไฟแนนซ์ พบว่า จากจำนวนคนที่เช่าซื้อรถยนต์100 คน จะมีอยู่ประมาณ 2 คน ที่ผ่อนไม่ไหว “ขายดาวน์” ไม่ได้ จนต้องกลายเป็นหนี้เสีย และถูกยึดรถ
ในขณะที่เดาเอาว่า จนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 31 ธ.ค. 2555 น่าจะมีคนมายื่นใช้สิทธิเข้าโครงการรถคันแรกเฉียดๆ 1 ล้านคัน เพราะเมื่อกลางเดือน ธ.ค. ยอดก็ปาเข้าไป 7.7 แสนคันแล้ว แถมยังมายื่นเรื่องอีกวันละ 1 หมื่นคน
เพราะฉะนั้นถ้ายึดตัวเลขตามสถิติของอุตสาหกรรมเช่าซื้อรถยนต์ คาดว่า ในจำนวน 1 ล้านคนนี้ จะมีคนที่ “ผ่อนต่อไม่ไหว” ประมาณ 2 หมื่นคน บวกคนค้ำประกันไปอีก 2 หมื่นคน รวมๆ แล้วจะมีคนไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นคนที่ชีวิตจะถูกขึ้น “บัญชีดำ”
แต่จริงๆ แล้ว จำนวนคนที่จะกลายเป็นหนี้เสียอาจจะมากกว่า 4 หมื่นคนก็เป็นได้ เพราะปกติแล้วถ้าซื้อรถมาแล้วผ่อนต่อไม่ไหว หรืออยากจะซื้อรถคันใหม่ทั้งๆ ที่คันเก่ายังผ่อนไม่หมด ก็แค่ “ขายดาวน์” ให้คนอื่นไปผ่อนต่อ แต่ดูเหมือนว่าสำหรับรถยนต์ที่เข้าโครงการรถคันแรก การ “ขายดาวน์” คงไม่ใช่ทางออก
นั่นเพราะรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถโอนให้คนอื่นได้ภายในเวลา 5 ปี เพราะฉะนั้นถ้าใครที่ยังพอจะมีเวลาลองทบทวนตัวเองว่า...
วางเงินดาวน์ได้มากกว่า 2025% ของราคารถหรือไม่
เมื่อรวมภาระผ่อนชำระค่างวดรถในแต่ละเดือน กับหนี้สินที่ต้องผ่อนชำระหนี้อื่นๆ (แต่ไม่รวมหนี้ผ่อนบ้าน) แล้วยังไม่เกิน 20% ของรายได้ต่อเดือนหรือไม่
แต่ถ้าอยู่ในกลุ่ม “ดาวน์น้อย ผ่อนนาน” และแทบจะไม่มีเงินเหลือในแต่ละเดือน ก็ควรจะระมัดระวังให้มาก เพราะรถคันแรกอาจจะกลายเป็น“ฝันร้าย” ก็เป็นได้
ยึดคืนทั้งรถและเงิน
ตามสัญญาของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กำหนดไว้ว่า ผู้ให้เช่าซื้อ หรือไฟแนนซ์ จะมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้เมื่อผู้เช่าซื้อค้างชำระ 3 งวดติดๆ กัน และไฟแนนซ์ได้ทำหนังสือบอกกล่าวให้ชำระเงินที่ค้างชำระภายใน 30 วัน (เป็นอย่างน้อย)
เพราะฉะนั้นถ้าแค่ชำระล่าช้า หรือค้างชำระไม่ถึง 3 งวด หรือค้างชำระ 3 งวด แต่ไม่ติดต่อกัน ก็ยังไม่เข้าข่ายตามสัญญาที่จะเป็นเหตุให้ไฟแนนซ์ยกเลิกสัญญา จนเป็นเหตุให้มายึดรถได้ และถ้าไม่ได้ทำหนังสือทวงถามให้ชำระเงินภายใน 30 วัน ก็ยังไม่มีสิทธิเช่นเดียวกัน
และพอรวมเวลาที่ต้องติดตามทวงถามอีก 30 วัน ก็เป็น 4 เดือน ก่อนที่ไฟแนนซ์จะมีสิทธิมายึดรถ แต่ถ้าผ่านช่วงเวลา 4 เดือนไปแล้ว ก็ยังไม่มีความสามารถที่จะจ่ายเงินค่างวดที่ค้างอยู่ทั้งหมด พร้อมกับเบี้ยปรับและอื่นๆ อีกสารพัด ก็เป็นอันว่าต้องยอมให้เจ้าหน้าที่จากไฟแนนซ์มายึดรถไป
หลายคนยังเข้าใจผิดคิดว่า ถ้าไฟแนนซ์มายึดรถไปแล้วก็เป็นจบ เพราะจริงๆ แล้ว การที่ไฟแนนซ์มายึดรถไปแล้วก็อาจจะยังไม่จบก็ได้
เพราะเรามีภาระที่ต้องจ่ายค่าเสียหาย เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายในการทวงถามการติดตามรถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าทนายความ หรือค่าอื่นๆ ในจำนวนที่เกิดขึ้นจริง (ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตามความจำเป็นและมีเหตุอันสมควรเท่านั้น)
และที่จะทำให้ “ไม่จบ” ยิ่งกว่าบรรดาค่าใช้จ่ายจิปาถะพวกนี้ ก็คือหลังจากที่ไฟแนนซ์มายึดรถไปแล้ว จะนำรถไป “ขายทอดตลาด” ซึ่งโดยมากมักใช้วิธีการประมูลขาย โดยราคาที่ประมูลได้อาจจะต่ำกว่าราคาประเมิน และอาจจะต่ำกว่ามูลหนี้ที่ค้างชำระก็ได้
ในกรณีที่ราคาประมูลน้อยกว่ามูลหนี้ที่ค้างอยู่ เราก็ต้องจ่ายเงินส่วนที่ขาดอยู่ให้กับไฟแนนซ์ และถ้าไม่มีเงินผ่อนก็ต้องถูกฟ้องร้องบังคับให้ใช้หนี้จนหมด
นอกจากนี้ ถ้าครอบครองรถมาแล้วเกิน 1 ปี และได้รับเงินภาษี 1 แสนบาทคืนมาแล้ว แต่ไม่สามารถผ่อนต่อไปได้ จะไม่ใช่แค่ถูกยึดรถเท่านั้น เพราะต้องนำเงินที่ได้รับมากลับไปคืนให้กรมสรรพสามิตทุกบาททุกสตางค์
เจรจา เจรจา และ เจรจา
รู้แบบนี้แล้ว อย่าปล่อยให้ถูกยึดรถ และยึดเงินจะดีที่สุด สิ่งแรกที่จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วนเมื่อรู้ตัวว่า เริ่มจะแบกภาระหนี้ต่อไปไม่ไหว คือเข้าไปปรึกษากับไฟแนนซ์ ซึ่งเชื่อได้เลยว่าไฟแนนซ์จะยินดีช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่
ทางออกที่สามารถเป็นไปได้ คือ การยืดระยะเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น เพื่อทำให้ยอดเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนลดลง ซึ่งไฟแนนซ์บางแห่งเริ่มคิดถึงแนวทางในการช่วยเหลือในกรณีลูกหนี้ที่ซื้อรถคันแรกผ่อนไม่ไหวกันไว้บ้างแล้ว
และหลังจากได้เงินภาษี 1 แสนบาทคืนมาแล้ว ก็อย่าเอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เก็บไว้เป็นเงินผ่อนรถดีกว่า รถคันแรกของเราจะได้เป็นของเราไปได้ตลอดรอดฝั่ง







