
ไอออนนิค "ถุงปุ๋ยพลาสติกชีวภาพ"
ไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมากเป็นอันดับต้นๆ แต่ละปีก็ต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท และช่วงที่ผ่านมา คงเคยได้ยินเสียงเกษตรกรเป็นกังวลกับปัญหาปุ๋ยราคาแพง จนสร้างความเดือดร้อน เพราะปุ๋ยเคมีถือเป็นต้นทุนหลักของการทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และอ้อย
ไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมากเป็นอันดับต้นๆ แต่ละปีก็ต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท และช่วงที่ผ่านมา คงเคยได้ยินเสียงเกษตรกรเป็นกังวลกับปัญหาปุ๋ยราคาแพง จนสร้างความเดือดร้อน เพราะปุ๋ยเคมีถือเป็นต้นทุนหลักของการทำเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และอ้อย
ดังนั้น บริษัท ไอออนิค ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ จึงได้พยายามคิดค้นเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมา เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันต้องมีประสิทธิภาพสูงที่สุดนั่นก็คือ การคิดถุงปุ๋ยพลาสติกชีวภาพ ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
กฤชนนท์ ห่อทองคำ กรรมการ บริหาร บริษัท ไอออนิค กล่าวว่า เดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับนวัตกรรมการเกษตรแบบครบวงจรอยู่แล้ว และหนึ่งในนั้นคือ ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งได้รับความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในโครงการร่วมทุน เพราะเห็นว่า ธุรกิจปุ๋ยในประเทศไทยเป็นตลาดใหญ่ มีมูลค่ารวมปีละหลายแสนล้านบาท
ในตลาดดังกล่าว แบ่งเป็นตลาดปุ๋ยเคมี 80% ที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยมีผู้เล่นรายใหญ่ในกลุ่มนี้เพียงแค่ 5-6 รายเท่านั้น ส่วนแบ่งตลาดที่เหลืออีก 20% เป็นตลาดปุ๋ยอินทรีย์ที่มีผู้เล่นในตลาดมากถึง 200 กว่าราย แต่ด้วยความที่ตลาดใหญ่มาก แม้ว่าจะมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 1% ก็ยังเป็นธุรกิจที่มีอนาคตสดใส
นอกจากนี้ ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง และต้องนำเข้าจากต่างประเทศล้วนๆ ทำให้คิดว่าต้องใช้ให้คุ้มค่า ไม่ให้เสียไปกับน้ำ สภาพอากาศ จึงคิดสูตรใหม่ขึ้นมาด้วยการผสมกันระหว่างปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 60:40 ซึ่งเป็นสูตรที่สมดุลต่อพืช
การทดลองผสมปุ๋ยก็ยังมีปัญหาเพราะ ทำให้ปุ๋ยในกระสอบมีหลายสูตรรวมอยู่ในถุงเดียวกัน เมื่อเวลาเกษตรกรใช้ปุ๋ยไม่สมดุล บริษัทก็เลยมาคิดค้นพัฒนาต่อยอดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้ข้อสรุปที่ว่า ควรพัฒนาผลิตเป็นถุงปุ๋ยพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้เองภายในระยะเวลา 4 เดือน ขนาดถุงละครึ่งกิโลกรัม
กฤชนนท์ กล่าวว่า ถุงปุ๋ยดังกล่าวสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งถุง โดยที่ไม่ต้องเท สามารถช่วยแก้ปัญหาสารอาหารไม่ครบถ้วนและยังสามารถผสมปุ๋ยได้หลายตัวในถุงเดียว ที่สำคัญยังช่วยประหยัดเวลาและค่าแรงงานในการใส่ปุ๋ย เพราะสามารถนำถุงปุ๋ยไปวางใต้โคนต้นได้เลย เหมาะสำหรับไม้ยืนต้น เพราะปุ๋ยไม่ถูกชะล้างไปกับน้ำหรือระเหยไปกับอากาศ
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเน้นไปที่กลุ่มเกษตรกรสวนปาล์มน้ำมัน เพราะปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการสารอาหารสูง โดยปาล์มน้ำมัน 1 ต้นจะต้องใช้ปุ๋ยประมาณ 46 ถุง
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ที่ต้องใช้ปุ๋ยประมาณ 12 ถุง พืชผลไม้ต่างๆ ใช้ประมาณต้นละ 23 ถุง โดยการใส่ปุ๋ยแต่ละครั้งจะอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน และในอนาคตก็จะขยายไปจับกลุ่มครัวเรือนด้วย
อย่างไรก็ดี ถุงปุ๋ยอินทรีย์พลาสติกชีวภาพแบบย่อยสลาย ได้วางแผนการตลาดเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางปี 2556 โดยแต่ละถุงมีน้ำหนักครึ่งกิโลกรัมในราคาถุงละ 1020 บาท
ด้านช่องทางจำหน่ายจะนำไปวางในศูนย์นวัตกรรมของบริษัทที่ตั้งอยู่ตามอำเภอต่างๆ กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งไปร่วมกับกลุ่มสหกรณ์การเกษตรของแต่ละจังหวัดด้วย
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 150% จากเดิมที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1 หมื่นตัน/เดือน เป็น 2.5 หมื่นตัน/เดือน เพื่อรองรับการส่งออกไปต่างประเทศในสัดส่วน 20% เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ลาว และจีน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่โตเร็วมาก ทำให้มีแผนที่จะเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเองที่นั้นด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะผลิต “ปุ๋ยสั่งตัด” โดยจะเป็นปุ๋ยที่รับผสมสูตรให้ตามที่ลูกค้าต้องการ หรือเป็นสูตรที่ผสมให้เหมาะกับสภาพดินและภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ
อย่างไรก็ตาม การนำปุ๋ยมาพัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่ดีจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสสร้างผลกำไรได้ในยุคปุ๋ยแพง
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยสำรวจพบว่า หากเกษตรกรซื้อ “ปุ๋ยสั่งตัด” มาใช้งานจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ประมาณ 20% แต่หากซื้อปุ๋ยเคมีมาผสมด้วยตัวเองจะลดต้นทุนถึง 41% ทีเดียว ขณะที่ผลผลิตสามารถเพิ่มขึ้นมากถึง 17% ซึ่งจะออกมาวางตลาดให้เห็นกันช่วงปลายปี 2556







