
ทีโอที-กสทฯ ยื้อไม่คืนคลื่น เพื่อประเทศหรือเพื่อใคร
แม้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะโล่งใจไปหลายเฮือก ที่ในที่สุดก็สามารถเดินหน้ากระบวนการออกใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แก่เอกชนทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ดีแทค เนทเวอร์ค และเรียลมูฟ ในวันที่ 14 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากระบบ
แม้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะโล่งใจไปหลายเฮือก ที่ในที่สุดก็สามารถเดินหน้ากระบวนการออกใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แก่เอกชนทั้ง 3 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ดีแทค เนทเวอร์ค และเรียลมูฟ ในวันที่ 14 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเห็นว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากระบบ
ทว่า การให้ไลเซนส์ 3จี เป็นเพียงดัชนีชี้วัดความสำเร็จขั้นที่ 1 ในการจัดสรรคลื่นความถี่ของ กทค. เพราะในอนาคต กทค. ต้องพบกับอุปสรรคระลอกใหญ่ในปี 2556 โดยเฉพาะการจัดประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่เพียงแค่ กทค.ส่งสัญญาณว่าจะเรียกคืนคลื่นความถี่ย่านดังกล่าว จากบริษัท กสท โทรคมนาคม ก็ดูท่าว่าจะเจอปัญหาใหญ่รออยู่แล้ว
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.กสทช. ได้ระบุชัดเจนถึงการกำหนดเรียกคืนคลื่นความถี่เพื่อนำมาจัดสรรใหม่ภายใต้ไลเซนส์ แบ่งเป็น กิจการกระจายเสียงเรียกคืนภายใน 5 ปี กิจการโทรทัศน์ 10 ปี และกิจการโทรคมนาคม 15 ปี ดังนั้น โดยหน่วยงานใดที่ถือครองคลื่นความถี่ที่หมดอายุแล้ว หรือไม่ได้มีการใช้งาน จะต้องส่งคืนกลับมาให้ กสทช.เพื่อจัดสรรใหม่
ขณะที่หน่วยงานโทรคมนาคมของรัฐ คือ กสทฯ และทีโอที ได้ส่งสัญญาณชัดเจนเช่นกัน ว่าจะใช้สิทธิ “เหตุแห่งความจำเป็นในการใช้คลื่น” ถือครองคลื่นไปจนกว่าจะหมดเวลาที่ กทค.จะเรียกคืน คือ 15 ปี สำหรับคลื่นความถี่โทรคมนาคม ซึ่งหมายถึงว่า กทค.จะไม่สามารถนำคลื่นเหล่านั้นมาเปิดประมูลได้ แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดไว้ก็ตาม
ปัจจุบันคลื่นความถี่ที่ กสทฯ และทีโอที ถือครองอยู่นั้นได้เปิดสัมปทานให้เอกชนในรูปแบบสร้าง โอน ให้บริการ (บีทีโอ) และคลื่นที่กำลังจะหมดอายุในปี 2556 คือ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสทฯ ซึ่งคลื่นดังกล่าวถือเป็นคลื่นสำคัญที่จะพัฒนาต่อยอดสู่เทคโนโลยี 4จี แอลทีอี ที่ขณะนี้กำลังเป็นเทรนด์ของทั่วโลกในการมุ่งสู่ 4จี และ กทค.มีความหวังว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในปี 2556 ก่อนที่เอกชนจะหมดสัมปทานเดือน ก.ย.
อย่างไรก็ตาม แม้ทีโอที และ กสทฯ จะมีสิทธิถือครองคลื่นตามกฎหมาย แต่การที่ทั้งสองหน่วยงานไม่มีแผนการใช้คลื่นความถี่ที่ชัดเจนในการครอบครองคลื่นความถี่ที่ชัดเจน ว่าจะนำคลื่นดังกล่าวไปจัดสรรให้เกิดประโยชน์กับประชาชน หรือการเปิดให้เอกชนมาเช่าใช้เพื่อให้บริการแก่ประชาชนอย่างไรบ้าง ทำให้ “เหตุแห่งความจำเป็นในการใช้คลื่น” เป็นเพียงแต่การแสดง “ความหวง” ทรัพย์สินของชาติเอาไว้ในมือของตัวเองเฉยๆ โดยที่ไม่ได้ตระหนักว่า การถือครองไว้โดยไร้แผนการจัดการก็นั้นไม่สร้างประโยชน์ให้กับองค์กรตัวเองและประเทศชาติเช่นกัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากการบริหารคลื่นความถี่ที่มีอยู่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงสำหรับคลื่น 1900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ทีโอทีสามารถพัฒนาให้บริการ 3จี ได้ก่อนใคร แต่ผลปรากฏว่าหากทีโอทีมีการจัดการวางแผนละมีชั้นเชิงในการทำตลาดที่ดี แต่ความเป็นจริงกลับตรงข้ามโดยสิ้นเชิง จากการที่โครงการ 3จี เฟสแรก มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท ก็ไม่สามารถเปิดตามแผน และกว่า 500 สถานีฐานที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ก็มีผู้ใช้เพียง 2 แสนรายเท่านั้น
เช่นเดียวกับคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ของ กสทฯ ที่พยายามสร้างแบรนด์ของตัวเอง คือ “มาย” ให้บริการ 51 จังหวัด ควบคู่ไปกับการทำตลาดของทรูมูฟเอช ซึ่งจากกระแสที่เกิดขึ้นก็เป็นตัวชี้วัดได้ชัดเจนว่า ระหว่างทรูมูฟเอชและมาย แบรนด์ไหนที่เป็นที่รู้จักมากกว่ากัน
สะท้อนให้เห็นว่า หากคลื่นความถี่ที่เป็นทรัพยากรของประเทศตกอยู่ในการครอบครองโดยหน่วยงานรัฐ ที่ไม่รู้จักการบริหารและจัดสรรให้เกิดประโยชน์แล้ว ก็เท่ากับว่าคลื่นความถี่ที่ควรจะมีมูลค่าสูงสุดกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีมูลค่าใดๆ หากไม่ถูกนำมาใช้งานอย่างถูกที่และถูกเวลา
นั่นหมายถึง คลื่นความถี่ที่ควรจะต้องถูกใช้งานในอนาคต คือ 800 900 1800 2300 2400 เมกะเฮิรตซ์ จะถูกดองเค็มไว้เช่นนี้ไปอีก 15 ปี ที่ทั้งทีโอทีและ กสทฯ ถือครองอยู่ไม่สามารถนำมาเปิดประมูลได้เลย เพียงเพราะทั้งสองหน่วยงานต้องการถือครองไว้ตามสิทธิ 15 ปี และในครั้งนี้ทั้งสองหน่วยงานสามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ ซึ่งหากเข้าสู่กระบวนการทางศาล ก็ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นกระบวนการที่ยืดเยื้อจากการยกข้อกฎหมายมาตัดสิน ซึ่ง กทค.ก็จะใช้สิทธิดำเนินการเรียกคืนคลื่นตาม พ.ร.บ.กสทช. ขณะที่ทีโอทีและ กสทฯ ก็มีสิทธิในการเป็นผู้ถือครองคลื่นตามกฎหมายเช่นกัน
การดองเค็มคลื่นความถี่ดังกล่าว ก็เพราะทีโอทีและ กสทฯ กำลังจะหมดวาสนาของการเป็น “เสือนอนกิน” จากการที่รายได้จากสัมปทานเอกชนที่ใกล้สิ้นสุดเข้าไปทุกขณะ รวมถึงการที่กฎหมายสั่งให้นำรายได้สัมปทานส่งกระทรวงการคลังโดยตรง ซึ่งหมายความว่ารายได้ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่ทีโอทีและ กสทฯ ได้รับนั้นกำลังจะหายไป ยิ่งทำให้หน่วยงานทั้งสองแห่งมีข้ออ้างที่จะสามารถถือครองคลื่นต่อไปได้อีก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความอยู่รอดให้กับองค์กร
ดังนั้น ทั้งทีโอที และ กสทฯ อาจต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” ภายใต้แนวทางที่จะนำคลื่นความถี่เหล่านั้น มาสร้างให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้ผลประโยชน์ขององค์กรและประชาชนเป็นข้ออ้างที่จะถือครองคลื่นความถี่ดังกล่าว แต่ผลประโยชน์ไม่ใช่ของประชาชนแม้แต่น้อย
และเชื่อว่าทีโอที และ กสทฯ จะต้องยื้อคลื่นความถี่เอาไว้ในมือให้ได้นานที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นฟางเส้นสุดท้ายที่จะต่อลมหายใจของ 2 หน่วยงานรัฐนี้จะขาดสะบั้นทันที







