
เด็กขึ้วีน
โดย...ผ่องพรรณ จินพละ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
โดย...ผ่องพรรณ จินพละ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
พฤติกรรมเมื่อลูกไม่ได้ตามต้องการแล้วแผลงฤทธิ์โดยการโวยวาย ร้องเสียงดัง จนรวมไปถึงอาละวาด เป็นประเด็นที่หลายๆ ครอบครัวเคยเจอ และรู้สึกหนักใจ โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงดูใกล้ชิดเด็ก และเป็นผู้ที่เด็กเรียกร้องเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของเขา และยิ่งเมื่อเด็กยังไม่ได้รับการตอบสนอง เด็กบางคนจะยิ่งแสดงพลังของพฤติกรรมทางลบให้เห็นอย่างเด่นชัด จนผู้ปกครองใจอ่อนและยอมตามให้เด็กในที่สุด แต่ทราบไหมว่าเมื่อเด็กทำเช่นนี้แล้วยิ่งทำให้เด็กมีประสบการณ์ในครั้งต่อไปว่า ถ้าจะเอาก็ต้องแสดงพฤติกรรมเช่นเคย
สิ่งที่ปรากฏเช่นนี้ เด็กจึงอาจถูกให้คำนิยามว่า เป็น “เด็กที่เอาแต่ใจ” พอไม่ได้ดั่งใจ ก็โวยวายอาละวาด แล้วอย่างนี้เราควรจะทำอย่างไร มีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้าง
ข้อแนะนำต่อไปนี้เป็นวิธีการวางเงื่อนไขลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา จำแนกเป็นข้อๆ เพื่อง่ายต่อความเข้าใจและการปฏิบัติ ดังนี้
1.การเพิกเฉย ไม่ควรรู้สึกกลัว โกรธ ตื่นตระหนกตกใจ หรืออับอาย ต่อบุคคลรอบข้างขณะที่เด็กกำลังร้องโวยวาย แต่ควรแสดงท่าทีนุ่มนวลและเอาจริง ขณะที่มองหน้าเด็กแล้วบอกเด็กสั้นๆ ว่า “ไม่ได้ครับ/ค่ะ”
2.ออกจากสถานการณ์ ขณะที่เด็กโวยวายหรือโมโหที่ไม่ได้ตามต้องการ เด็กจะไม่ฟังต่อสิ่งที่เรากำลังบอกหรือสอน ให้รีบลดระยะเวลาเหล่านั้นโดยการนำเด็กออกไปจากตรงนั้นก่อนทันที โดยที่ไม่แสดงความรู้สึกโกรธ หรือตำหนิ และไม่ทำโทษเด็ก หากจะให้ดีควรมีการตกลงไว้ก่อนหน้านั้น เช่น ถ้าน้องโวยวายที่ห้างเราจะกลับบ้านทันที
3.การหยุดพฤติกรรม พึงระวังและจับเด็กหยุดทันที ต่อ 3 พฤติกรรม คือ
พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง (เฉพาะบางคน)
พฤติกรรมการทำร้ายคนอื่น (มักเกิดกับคนใกล้ชิด)
พฤติกรรมการทำลายข้าวของ (รวมถึงการโยนทิ้ง หรือปัดของทิ้ง)
จนเมื่อเด็กเริ่มสงบ จึงปล่อยให้เด็กควบคุมตัวเองต่อ ขณะจับเรายังควรที่จะแสดงสีหน้ามั่นคงเช่นเดิม ไม่แสดงอารมณ์โกรธหรือโมโห ดังนั้นการที่เด็กใช้เสียงร้องดัง กรี๊ด หรือใช้คำพูดใดๆ ก็แล้วแต่ เด็กมีสิทธิพึงกระทำได้แต่จะไม่ได้รับการตอบสนอง ให้เรายืนยันเช่นเดิมว่าเราไม่ให้
4.เบี่ยงเบนพฤติกรรม เมื่อเด็กสงบและยอมรับได้แล้ว ให้ชมต่อพฤติกรรมที่เขาเริ่มคุมตัวเองได้ และควรเบี่ยงเบนพฤติกรรมไปทำกิจกรรมอื่นแทนสาเหตุเดิม
5.สม่ำเสมอ การตอบสนองต่อพฤติกรรมนี้อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้พบว่าความถี่ของพฤติกรรมจะลดลง จนหายไปในที่สุด และสามารถวางเงื่อนไขเพิ่มเพื่อให้สร้างพฤติกรรมทางบวกได้ในขณะเดียวกัน เช่น “ถ้าเด็กทำการบ้านเสร็จ 3 วิชา เขาก็จะได้ของเล่นชิ้นนี้” (ทำให้เด็กเริ่มรู้จักรอคอยมากขึ้น) แต่ถ้าตอบสนองเด็กแบบไม่สม่ำเสมอ บางครั้งให้บางครั้งไม่ให้ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของผู้ปกครอง เด็กจะสังเกตเห็นถึงความไม่แน่นอนแล้วจะลองท้าทายด้วยการทำพฤติกรรมโวยวายให้มากขึ้นเพื่อเผื่อที่ตัวเองจะยังมีสิทธิได้รับการตอบสนอง
6.เสริมสร้างพฤติกรรมทางบวก ในกรณีที่เราเป็นคนตัดสินใจว่า ของหรือสิ่งๆ นั้นเด็กสมควรได้รับ หรือเราจะให้อยู่แล้ว ควรบอกเด็กให้ชัดเจนก่อนที่เด็กจะแสดงพฤติกรรมโวยวาย (หมดสิทธิทันทีถ้าโวยวาย) ว่าเขาจะได้เมื่อไหร่ เช่น “เลิกเรียนแล้วจะไปซื้อ” “รับประทานข้าวเสร็จก่อนแล้วจะได้กินไอติม” เด็กจะรู้จักอดทนรอคอยมากขึ้น และเข้าใจว่าได้เป็นรางวัลหลังจากที่ทำพฤติกรรมในทางบวกเสร็จแล้ว การรับปากในกรณีนี้ผู้ปกครองต้องมั่นว่าเป็นสิ่งที่กระทำได้จริง ไม่เกินระดับความสามารถและไม่ลำบากต่อกระเป๋าคุณพ่อคุณแม่ด้วย







