
2,193เอสเอ็มอีอ่วมเจอพิษค่าแรง300บาท
ชี้ ‘ค้าส่ง-ค้าปลีก ยานยนต์’ หนักสุด ธปท.เผยอัดฉีดค่าแรงพุ่งช้อกระบบเศรษฐกิจไทย แนะเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทันกับการเติบโตของจีดีพี
ชี้ ‘ค้าส่ง-ค้าปลีก ยานยนต์’ หนักสุด ธปท.เผยอัดฉีดค่าแรงพุ่งช้อกระบบเศรษฐกิจไทย แนะเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทันกับการเติบโตของจีดีพี
นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวภายหลังการเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำว่า หลังสั่งการให้ผู้บริหาร 5 หน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสำนักงานประกันสังคมไปสำรวจผลกระทบจากการปรับค่าแรงที่เกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) แล้วเบื้องต้นได้รับรายงานว่ามี เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบ 2,193 ราย ในจำนวนนี้มีแรงงาน 49,316 คน โดยภาคธุรกิจ 5 อันดับแรกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ค้าส่ง-ค้าปลีก ยานยนต์ การผลิตทั่วไป ก่อสร้าง และอาหาร ซึ่งข้อเสนอแนะมาตรการช่วยเหลือเน้นใช้มาตรการด้านการเงิน ภาษี การตลาด และการพัฒนาฝีมือแรงงานธุรกิจ
นายเผดิมชัย กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ภายใน 1 สัปดาห์ ทางกระทรวงนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับใช้กับ 16 มาตรการบรรเทาผลกระทบที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ จากทั้งสิ้น 27 มาตรการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไปแล้ว 11 มาตรการ โดยจะเตรียมเสนอสู่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง เป็นประธานในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เพื่อปรับ 16 มาตรการดังกล่าวให้สอดคล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้นมากที่สุด อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าจะไม่มีการชะลอการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศออกไปจากวันที่ 1 ม.ค.นี้อย่างแน่นอน
น.ส.สมศจี ศิกษมัต ผอ.สำนักงานสถิติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายระหว่างการประชุมว่า เมื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของระดับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อปี 2554 พบว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยในปัจจุบันยังต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม ค่าจ้างขั้นต่ำควรเพิ่มให้สูงขึ้นอย่างน้อยมาอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายตามอัตภาพ ซึ่งต้องเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 11% จาก 175 เป็น 195 บาท แต่หากต้องการจะเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้ถึงระดับของการใช้จ่ายตามคุณภาพต้องเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 หรือ 211 บาท ดังนั้นยอมรับว่าการที่รัฐบาลเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศนั้นเป็นการช้อกระบบเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะหากเพิ่มเป็น 300 บาทต่อวันก็เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 70% จากค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ หรือ 40% จากฐานค่าจ้างขั้นต่ำเดิมของกทม.ที่ 215 บาท
น.ส.สมศจี กล่าวต่อว่า ส่วนใหญ่ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากเป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก สิ่งทอขั้นต้น อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องแต่งกาย ยานยนต์และจักรยานยนต์ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจะอยู่รอดได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าจ้างและผลกำไรว่ามีมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งมีการปรับตัวในการผลิตสินค้าและลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราว่างงานและอัตราเงินเฟ้อ ที่อาจจะสูงขึ้น
น.ส.สมศจี ยังกล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหาศาล แต่ทาง ธปท.ไม่ได้ปฏิเสธมาตรการดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเห็นว่ายังมีมาตรการบรรเทาผลกระทบที่รับสามารถเร่งดำเนินการได้ ได้เเก่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงานซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4% ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 8% และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าโดยรวมอย่างน้อย 2.5% เพื่อให้สอดคล้องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งธปท.คาดการณ์ว่าจีดีพีในปี 2555 จะอยู่ที่ 5.7% และปี 2556 อยู่ที่ 4.6% นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการด้านภาษีช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยช่วยลดภาระด้านภาษีให้แก่ภาคธุรกิจอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของภาษีที่จ่ายอยู่ในปัจจุบัน เช่น ลดภาษีให้เหลือ 10% จากที่เคยจ่าย 20% ต่อปี รวมทั้งมีมาตรการช่วยลดต้นทุนการผลิต อาทิ การส่งเสริมการนำเข้าเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต และช่วยขยายตลาดในการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการเติบโตของจีดีพี นอกจากการเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญ ยังมีปัจจัยอื่น ๆที่ช่วยให้จีดีพีโตขึ้น เช่น การขายสินค้าส่งออกต่างประเทศได้มากขึ้น







