
สินค้าไลฟ์สไตล์ถกกรมส่งเสริมฯ7ธ.ค.
สมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์ หารือกรมส่งเสริมการค้าฯ 7 ธ.ค.นี้ หากลยุทธ์ช่วยเอสเอ็มอีส่งออก หลังออร์เดอร์ไตรมาสแรกปีหน้าวูบ 20%
สมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์ หารือกรมส่งเสริมการค้าฯ 7 ธ.ค.นี้ หากลยุทธ์ช่วยเอสเอ็มอีส่งออก หลังออร์เดอร์ไตรมาสแรกปีหน้าวูบ 20%
นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย และประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญ ของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า วันที่ 7 ธ.ค.นี้ จะไปหารือกับ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อหากลยุทธ์ช่วยส่งออกกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ให้กับผู้ประกอบการ หลังสัญญาณยอดคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ปีหน้าไม่ดีเท่าที่ควร โดยล่าสุดพบว่าออร์เดอร์ที่อยู่ในมือช่วงไตรมาสแรกปีหน้า ลดจากช่วงเดียวกันปีที่แล้วถึง 20%
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายที่จะดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหันไปเจาะตลาดอาเซียนมากขึ้น เพราะมีศักยภาพที่สามารถเติบโตได้อีกมาก แต่สัดส่วนและส่วนแบ่งการตลาดในตลาดอาเซียนยังน้อยกว่า จึงยังไม่สามารถทดแทนตลาดส่งออกหลักอย่างสหรัฐและยุโรปได้ทันที
อย่างไรก็ดี เห็นว่ามาตรการระยะสั้นที่สามารถทำได้คือ การศึกษาข้อมูลความต้องการตลาดในประเทศที่ต้องการให้ผู้ประกอบการเข้าไปเจาะ เช่น การบุกตลาดประเทศจีนอาจต้องเป็นดีไซน์เฉพาะจีน และสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการไปจัดงานแฟร์ในประเทศที่ต้องการรักษาฐานตลาดไว้
ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถหาและใช้วัตถุดิบจากเพื่อนบ้าน (เอ้าท์ชอร์ท) ได้ จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าจะต้องใช้วัตถุดิบที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น เพื่อเป็นการลดภาระต้นทุนการผลิต รวมทั้งต้องกระตุ้นตลาดภายในประเทศด้วย แต่การทำตลาดไลฟ์สไตล์ในประเทศส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายแบบเครดิต ซึ่งผู้ประกอบการส่งใหญ่เป็นเอสเอ็มอี จึงมีสายป่านไม่ยาวพอ ดังนั้นจึงต้องมีแหล่งเงินทุนมาช่วย เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สำหรับภาพรวมสินค้าไลฟ์สไตล์ปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 13% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาทโดยตัวเลขการส่งออกล่าสุด ณ วันที่ 6 ธ.ค. พบว่าช่วง 10 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.2555) ภาพรวมสินค้าไลฟ์สไตล์ติดลบลดลงเหลือเพียง 1.96% จากช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาติดลบถึง 10% แต่ก็ถือว่าภาพรวมการสั่งซื้อน้อยลง เนื่องจากเศรษฐกิจในยุโรปยังชะลอตัว และการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ ที่กระทบต่อต้นทุนการผลิตถึง 3040% ขณะที่ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้ทัน โดยสินค้ากลุ่มของใช้ในบ้าน (เฮ้าส์แวร์) ยังไปได้ดีอยู่ แต่กลุ่มเคหะสิ่งทอลดลง เพราะการแข่งขันสูง
ปัจจุบันตลาดส่งออกอันดับ 1 คือสหรัฐ แต่ช่วงที่ผ่านมาส่งออกลดลง 10% รองลงมาคือ ยุโรปและญี่ปุ่น ขณะที่การส่งออกไปอาเซียนและจีนยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะฮ่องกงขยายตัวถึง 78% สำหรับยอดขายในปี 2556 ยังคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% เพราะมีปัจจัยลบอย่างการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่กระทบต้นทุนแรงงานในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น และต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้มีผู้ประกอบการต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้นจากที่ปิดไปแล้วกว่า 100 ราย







