posttoday
วัดชีพจรไอซีทีไทยเร่งสร้างขุมกำลังรับเออีซี

วัดชีพจรไอซีทีไทยเร่งสร้างขุมกำลังรับเออีซี

06 ธันวาคม 2555

อีก 2 ปี ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะเริ่มต้นขึ้น การไหลของแรงงาน เงินทุน สินค้า และบริการ

อีก 2 ปี ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี จะเริ่มต้นขึ้น การไหลของแรงงาน เงินทุน สินค้า และบริการ

โดย...พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

จะเป็นไปอย่างเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องถามว่าพร้อมหรือไม่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องถามใหม่ว่าทั้งภาครัฐและเอกชนสร้างขุมกำลังทางอุตสาหกรรมไว้ดีแค่ไหน ที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับอยู่รอดและบุกออกไปทำตลาดสร้างรายได้เข้าประเทศ นี่ไม่ใช่แค่การตั้งรับ แต่ต้องรุกออกไปด้วย

จากมูลค่าตลาดรวมไอซีที ไม่รวมด้านการสื่อสาร ในปี 2555 คาดว่ามีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นระบบฮาร์ดแวร์ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท ระบบซอฟต์แวร์กว่า 7 หมื่นล้านบาท บริการประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และการสื่อสารข้อมูลประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากมีการเปิดเออีซีแล้วคาดว่าตัวเลขเหล่านี้จะเพิ่มสูงขึ้นอีกมาก รวมถึงอัตราการเติบโตที่เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 1015% น่าจะเห็นการเติบโตที่สูงขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เมื่อแยกพิจารณาในแต่ละส่วนอุตสาหกรรม เริ่มจากระบบฮาร์ดแวร์ ไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์และส่งออกไปเพื่อประกอบเป็นสินค้าฮาร์ดแวร์ในต่างประเทศก่อนจะซื้อกลับเข้ามาเพื่อใช้งานในประเทศอีกครั้งหนึ่ง โดยปัจจุบัน 90% ของฮาร์ดแวร์ไอซีทีเป็นการนำเข้า และ 10% มีการซื้อในประเทศ นี่คือส่วนที่รัฐบาลต้องมีการสนับสนุนให้มากขึ้น กรณีศึกษาคือ ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ และให้คนสิงคโปร์เข้าไปทำงานเพื่อสร้างองค์ความรู้และออกมาสร้างสรรค์บริษัทของตัวเอง ขณะที่ในไทย อุตสาหกรรมยานยนต์ดึงการลงทุนจากต่างประเทศมหาศาล แม้ไม่เกิดการส่งผ่านเทคโนโลยี ผลลัพธ์คือ ไม่มีรถยนต์แบรนด์ไทยเกิดขึ้น แต่ข้อดีคือเกิดอุตสาหกรรมชิ้นส่วนโดยคนไทยขึ้น

ขณะที่อุตสาหกรรมไอซีที มีการตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์จำนวนมาก แต่รายได้จากโรงงานดังกล่าวนอกจากภาษีส่วนน้อยที่เข้าประเทศแล้ว 3% จ่ายเป็นค่าจ้างแรงงาน 1% เป็นค่าบำรุงรักษา และ 6% เป็นงานด้านวิศวกรรม แสดงว่ากำไรส่วนใหญ่ถูกส่งกลับไป สิ่งที่รัฐต้องเร่งพัฒนาคือ สร้างห้องทดสอบทางไอซีที รวมถึงสร้างมาตรฐานไอซีทีในประเทศไทย

ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการ บริหาร สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศในอาเซียนที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรมไอซีทีน้อยมาก โดยมีประมาณ 1,800 มาตรฐานเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะขาดห้องปฏิบัติการทดสอบและรับรองมาตรฐานระดับสากลที่เป็นที่ยอมรับ ขณะที่อินโดนีเซียมีกว่า 7,200 มาตรฐาน เวียดนามมีกว่า 1 หมื่นมาตรฐาน สิ่งเหล่านี้นอกจากสร้างรายได้ให้ประเทศแล้ว ยังเป็นเสมือนกำแพงคัดกรองสินค้าและบริการที่จะไหลเข้ามาในประเทศด้วย

“มาตรฐานจะเป็นการกำหนดให้ผู้ประกอบการไทยต้องผลิตสินค้าและบริการที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับออกไปลุยตลาดต่างประเทศไทย ต้องรีบสร้างรีบทำเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภายใน และเป็นเกราะป้องกันทางอ้อมให้กับอุตสาหกรรมในประเทศ ก่อนที่ต่างประเทศจะบุกเข้ามา ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีที กสทช. กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องกำหนดนโยบายและทิศทางเร่งดำเนินการ” ปรีญาภรณ์ กล่าว

ส่วนของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ คือส่วนที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่เปิดเสรีมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกก็สามารถให้บริการกันได้ผ่านโครงข่ายสัญญาณ และอุตสาหกรรมนี้ยังมีความต้องการสูงมากทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ปัจจัยสำคัญคือการขาดแคลนบุคลากรอย่างรุนแรง ทั้งด้านซอฟต์แวร์องค์กรและซอฟต์แวร์โมบาย ยิ่งในปีหน้าแนวโน้มการใช้คลาวด์คอมพิวติงชัดเจนมาก แต่ยังขาดซอฟต์แวร์ที่รองรับการใช้งานผ่านคลาวด์ และขาดบุคลากรด้านนี้ทั้งในไทยและในต่างประเทศ หากเปิดเออีซีมีโอกาสที่จะสมองไหลไปต่างประเทศแน่นอน

ด้านซอฟต์แวร์โมบาย เห็นชัดเจนว่าตลาดสมาร์ตโฟนเติบโตเกิน 100% รวมถึงตลาดแท็บเล็ตที่มีทั้งไอแพด แอนดรอยด์ และวินโดวส์โฟน 8 ยังต้องการซอฟต์แวร์โมบาย หรือแอพพลิเคชันอีกจำนวนมาก และไม่ใช่แค่ตลาดในประเทศ แต่ยังรวมถึงตลาดต่างประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่ยังมีการใช้งานด้านนี้ไม่มากนัก ขณะที่ตลาดต่างประเทศอื่นๆ แม้จะมีการใช้งานกันแพร่หลายแล้ว แต่ความต้องการยังมีอยู่

สำหรับงานด้านบริการ เป็นส่วนที่ต้องเร่งสร้างมาตรฐานบุคลากรไอทีระดับสากล รวมถึงมาตรฐานองค์กร เช่น ซีเอ็มเอ็มไอ ไอเอสโอ เพื่อเปิดตลาดออกไปให้บริการในต่างประเทศด้วยเช่นกัน มีบริการด้านไอซีทีอีกจำนวนมากที่เป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งหากมีมาตรฐานสากลนั่นหมายถึงความได้เปรียบทางการแข่งขัน รวมถึงโอกาสในการจับมือพันธมิตรเพื่อสร้างงานในระดับที่ใหญ่กว่า

ปรีญาภรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ คือ ทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่องทุกรัฐบาล การปรับเปลี่ยนกฎหมายให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันตามกลไกตลาด การช่วยเหลือด้านเงินลงทุน การนำเข้าและส่งออก รวมถึงการช่วยเหลือส่งเสริมสินค้าไทยให้เกิดในประเทศและในอาเซียน แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยังให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมไอซีทีไม่เต็มที่เท่าที่ควร กระทรวงไอซีทีต้องมีแนวนโยบายเชิงรุกมากขึ้น ใช้เวลาที่เหลือเร่งสร้างขุมกำลังไอซีทีของประเทศ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน