
BCH น่า "ซื้อ" มากที่สุด
เริ่มเกิดกระแสการซื้อ หรือควบรวมกิจการจากโรงพยาบาลต่างชาติในไทย โดยในปลายเดือนก่อน โรงพยาบาลในมาเลเซียอย่าง KPJ Healthcare เตรียมเข้าถือหุ้นบางส่วนราว 23.4% ในบริษัท เวชธานี ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มีขนาดเตียงให้บริการทั้งสิ้น 500 เตียง โดยเบื้องต้น KPJ คาดใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 606 ล้านบาท
เริ่มเกิดกระแสการซื้อ หรือควบรวมกิจการจากโรงพยาบาลต่างชาติในไทย โดยในปลายเดือนก่อน โรงพยาบาลในมาเลเซียอย่าง KPJ Healthcare เตรียมเข้าถือหุ้นบางส่วนราว 23.4% ในบริษัท เวชธานี ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ มีขนาดเตียงให้บริการทั้งสิ้น 500 เตียง โดยเบื้องต้น KPJ คาดใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 606 ล้านบาท
สำหรับมุมมองของไอร่าประเมินเป็นผลบวกในเชิงจิตวิทยาต่อราคาหุ้นของผู้ประกอบการกิจการโรงพยาบาลของไทย เนื่องจาก 1) มองอาจตกเป็นเป้าในการขยายกิจการของต่างชาติในอนาคต 2) หากพิจารณาจากระดับราคาซื้อขายของธุรกรรมที่จะซื้อขายครั้งนี้แล้วจะพบว่า มูลค่าการซื้อขายดังกล่าวเทียบเท่าบนสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2554 กว่า 50 เท่า หรือคิดเป็นสัดส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (พี/บีวี) กว่า 3.4 เท่า และ 3) เป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการในประเทศมากขึ้น เช่น การซื้อและควบรวมกิจการ การขยายเครือข่ายใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลางลงไปที่มี พี/อี และ พี/บีวี ยังต่ำ เมื่อเทียบกับระดับอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของบริษัท เช่น บริษัท โรงพยาบาลมหาชัย (MCHAI) และบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง (RAM)
ส่วนแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2556 ไอร่าคาดรายได้ให้บริการของกลุ่มโรงพยาบาลที่ศึกษายังขยายตัวได้ต่อไม่ต่ำกว่า 10% เทียบกับปี 2555 โดยมองแรงขับเคลื่อนที่สำคัญอยู่ที่ปริมาณการรักษาที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความซับซ้อนของโรคและเทคโนโลยีการรักษา รวมถึงการขยายพื้นที่ให้บริการเป็นหลัก อย่างเช่น โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) เตรียมเปิดพื้นที่ให้บริการส่วน OPD อีก 5 ชั้นในต้นปีหน้า ผู้บริหารประเมินเป้าการเติบโตของรายได้ปีหน้าที่ราว 10-15% (เราคาดที่ 12%) ส่วนบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) มีอานิสงส์จากการรับรู้รายได้ของกิจการที่ได้เข้าลงทุน อย่างโรงพยาบาลกรุงเทพอุดรและโรงพยาบาลสุนทรภู่ จึงตั้งเป้ารายได้ปีหน้าเพิ่มขึ้น 1415% (เราคาดที่ 11%)
ในขณะที่โรงพยาบาลที่จะขยายตัวมากที่สุด คาดว่าจะเป็นบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) เนื่องจากจะมีผลของการรับรู้การเปิดให้บริการของโรงพยาบาลแห่งใหม่ ที่เน้นเจาะกลุ่มตลาดระดับบนและกำลังขยายพื้นที่ให้บริการของคลินิกที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย คาดเสร็จกลางปีหน้า ผู้บริหารมองเป้ารายได้ปีหน้าเพิ่มขึ้นกว่า 25% (เราคาดที่ 22%)
“เราจะยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาล แต่ด้วยราคาหุ้นนับจากต้นปีที่ผ่านมาของแต่ละบริษัทที่ศึกษาที่ปรับขึ้นมาค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับดัชนีตลาดแล้ว ดังนั้นจึงยังคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลไว้ ‘เท่ากับตลาด’ โดยเลือก BCH (ราคาเป้าหมายที่ 11.10 บาท) เป็น Top Pick ของกลุ่ม เนื่องจากมองราคาหุ้นยังค่อนข้างถูก เพียง พี/อี ปี 2556 ที่ 20.5 เท่าท่ามกลางอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงสุดในกลุ่มที่ศึกษากว่า 3% และอัตราผลตอบแทนจากผู้ถือหุ้นที่สูงถึง 24% ประกอบกับมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตในระยะยาว รองลงมา คือ BGH (ราคาเป้าหมายที่ 115 บาท) แนะนำ ‘ซื้อเก็งกำไร’ ส่วน BH (ราคาเป้าหมายที่ 72.50 บาท) คงคำแนะนำ ‘ขายทำกำไร’ ไปก่อน”







