
ธรรมนูญชีวิต
ความที่ต้องประสานงานกับโรงกลั่นไทยออยล์ที่ศรีราชา ทำให้ผมต้องเดินทางไปศรีราชาเป็นประจำ
ความที่ต้องประสานงานกับโรงกลั่นไทยออยล์ที่ศรีราชา ทำให้ผมต้องเดินทางไปศรีราชาเป็นประจำ
สมัยนั้นยังไม่มีถนนบางนาตราด เวลาจะไปศรีราชา แหลมฉบัง จ.ระยอง จันทบุรี และตราด ต้องใช้เส้นทางเดิมที่เลียบอ่าวไทยไป กล่าวคือ จากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำ บางปู แวะพักที่คลองด่าน แล้วจึงเข้าศรีราชาและต่อไปพัทยาจนถึง จ.จันทบุรี
ถนนสายนี้แคบ เดินสองทางสวนกัน คนขับทำความเร็วไม่ได้ การเดินทางจึงใช้เวลามากกว่าปัจจุบัน แต่ก็เป็นเส้นทางที่สวยงามโดยเฉพาะช่วงยามเย็น
เมื่อเส้นทางใหม่บางนาตราด เปิดใช้ การคมนาคมทางรถและวิถีชุมชนที่เกี่ยวข้องก็เปลี่ยนไป เส้นทางเดิมกลายเป็นทางใช้เฉพาะคนในพื้นที่ คลองด่านซึ่งเคยเป็นชุมชนที่รุ่งเรืองค้าขายดีก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย เดี๋ยวนี้แหล่งค้าขายพากันย้ายมาอยู่บนสายหลัก คือ บางนาตราด หมดแล้ว
สมัยนั้น บางครั้งเมื่อเราไปถึงศรีราชาตอนเย็นๆ เพื่อรอเรือน้ำมันเข้าเทียบในช่วงกลางคืน ช่วงว่างๆ ไม่มีอะไรทำ พวกเราจะพากันไปนั่งตกปลาหมึกที่ปลายท่า สนุกดีเหมือนกัน ชีวิตการทำงานของผมตอนหนุ่มๆ ไม่ค่อยได้นั่งโต๊ะเท่าไร ซึ่งก็ดีเพราะไม่น่าเบื่อ
บริษัท เอสโซ่ เน้นการพัฒนาพนักงานเหมือนบริษัทชั้นนำอื่นๆ กระบวนการการพัฒนามีทั้งการเรียนงานระหว่างทำงาน การฝึกอบรมทั้งในบริษัทและนอกบริษัท เอสโซ่เปิดศูนย์ฝึกอบรมพนักงานในภูมิภาคนี้อยู่ที่ประเทศไทย จึงมีพนักงานจากประเทศอื่นๆ มาเข้ารับการฝึกอบรมรวมกันที่นี่ พนักงานคนไทยอาจจะเสียเปรียบที่ไม่ได้ไปอบรมยังต่างประเทศ แต่ก็ได้พบเพื่อนต่างชาติมากมาย
ผมเองได้รับโอกาสเข้ารับการฝึกอบรมตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ซึ่งผมว่า เรื่องนี้เป็นการลงทุนของบริษัทที่คุ้มค่ามาก เพราะไม่ว่าพนักงานจะอยู่กับบริษัทตลอดไปหรือไม่ ถ้าพนักงานมีความรู้ ความสามารถ ถึงแม้พวกเขาจะอยู่กับบริษัทไม่นาน แต่อาจสร้างผลงานให้บริษัทได้เกินกว่าคุ้มค่าเสียอีก
เรื่องการพัฒนาคนนี้ มีสุภาษิตจีนสอนไว้ว่า “ถ้าจะวางแผนเพียงปีเดียวให้ปลูกข้าว แต่ถ้าคิดยาวถึง 20 ปี ให้ปลูกต้นไม้ ยิ่งถ้าจะวางแผนให้ถาวรต้องปลูกหรือสร้างคน”
การสร้างคนให้มีความรู้ ความสามารถ ทำให้พนักงานมีความมั่นใจในตัวเอง คนที่มีความสามารถย่อมไม่กลัวตกงาน กล้าออกความคิดเห็น กล้ามองต่างมุมกับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในระบบงานและผลงาน องค์กรไหนที่ไม่ยอมลงทุนพัฒนาพนักงานจะล้าหลังและในที่สุดอาจไปไม่รอด
ผมได้รับประสบการณ์ที่มีค่าจากการอบรมครั้งหนึ่ง ซึ่งสอนให้รู้จักมองต่างมุมหรือมองกว้าง มองให้ลึกและทะลุผ่านจากมิติที่คุ้นเคยเรื่องหนึ่งซึ่งจำมาได้จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือครูผู้อบรมให้พวกเราดูภาพภาพหนึ่ง ทุกคนมองเห็นเหมือนกันหมดว่าเป็นรูปอะไร แต่เมื่อครูบอกว่า ลองลืมรูปที่เห็นแล้วมองดูอีกครั้งว่า เห็นอะไร ปรากฏว่าหลายคนเริ่มมองเห็นรูปอื่นที่ซ่อนอยู่ในภาพนั้นได้อย่างน่าแปลกใจ
สำหรับผมแล้วบทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า บ่อยครั้งปัญหาที่แท้จริงมิใช่สิ่งที่มองเห็นทันที ถ้ามองลึกๆ อย่างพินิจพิจารณาแล้ว เราอาจค้นพบปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่ ผู้บังคับบัญชาที่ดีจึงต้องรอบคอบ
เป็นที่น่าเสียใจว่าองค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทย ยังมองว่าการฝึกอบรมพนักงานเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เป็นการลงทุนซึ่งผิดมหันต์
จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นหลังได้ทำงานร่วมกับคนหลายๆ ชาติมา ผมสังเกตว่า บริษัทอเมริกันจะเปิดกว้างที่สุด มักพัฒนาให้คนคิดและกล้าทดลอง บริษัทจากยุโรปซึ่งโดยมากมักจะอนุรักษนิยมกว่า จะฝึกและพัฒนาคนเท่าที่จำเป็นและเน้นการปฏิบัติมากกว่าคิดสร้างสรรค์ ส่วนบริษัทญี่ปุ่นนั้นเกือบทั้งหมดจะเน้นสอนให้ทำ ทำให้เป็น ทำให้เก่ง ญี่ปุ่นจึงเป็นเลิศทางการผลิต การปฏิบัติตามคู่มือ แต่ไม่เด่นทางคิดนอกกรอบ
ผมว่านี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วิวัฒนาการใหม่ๆ ในเชิงความคิดเกิดขึ้นในสหรัฐมากกว่าประเทศอื่นๆ พิสูจน์ได้จากการกำเนิดของเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ ไมโครชิป ที่ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เล็กลงๆ ซอฟต์แวร์ในการขับเคลื่อนสมองกล โทรศัพท์อัจฉริยะ และเครือข่ายไซเบอร์ เช่น เฟซบุ๊กและระบบการค้นหาข้อมูลของกูเกิลก็เกิดขึ้นในสหรัฐ เป็นต้น
ถ้าเป็นยุโรปแล้วจะมีภาษีดีกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในเรื่องความคิดทางปรัชญาและศิลปะ ส่วนคนเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน จะเก่งในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่น่าติดตามดูคือ จีนและอินเดีย สองประเทศนี้จะพัฒนาความสามารถทางความคิดและการปฏิบัติไปรูปแบบไหน
แหล่งเรียนรู้มีหลากหลายทั่วโลก เพียงแต่ว่าเราต้องเลือกครูของเราให้เหมาะสมกับเรื่องที่เราต้องการศึกษา ที่สำคัญที่สุดคือตัวเราเองต้องขวนขวายที่จะศึกษาและหาความรู้ใหม่ๆ เป็นประจำ วันไหนที่เราหมดความอยากรู้ อยากเห็น วันนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความล้าสมัยของเราทันที
ผมได้เขียน “ธรรมนูญชีวิต” ไว้เป็นข้อปฏิบัติประจำวันมานานแล้ว ทุกๆ ปีใหม่ผมจะทบทวนและสำรวจข้อปฏิบัติเหล่านี้เสมอว่า ตัวเองทำได้แค่ไหน หรือไม่อย่างไร ข้อหนึ่งในธรรมนูญชีวิตนี้ คือ “เป็นผู้ใฝ่หาความรู้ ความชำนาญใหม่ๆ สม่ำเสมอ”







