
ไอบีเอ็มเผยวิสัยทัศน์เจาะโซลูชันตรวจสอบย้อนกลับ
...ทีมข่าวธุรกิจตลาด
ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีทางด้านเซ็นเซอร์ เช่น บาร์โค้ด หรืออาร์เอฟไอดี (Radio Frequency Identification) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งรวมถึงทางด้านอาหาร เนื่องจากประโยชน์ในหลายๆ ด้าน เช่น การระบุตัวตนและข้อมูลของสินค้า ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สินค้านั้นคืออะไร ผลิตที่ไหน โดยใคร ฯลฯ เป็นต้น และเปิดโอกาสให้การติดตามตรวจสอบย้อนกลับสามารถทำได้อีกด้วย
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยมาจากการที่อุปกรณ์เหล่านี้ปัจจุบันมีราคาถูกลง แต่ฉลาดและเก่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถทำงานส่งข้อมูลโต้ตอบกันได้ ทำให้มีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้งานแพร่หลายยิ่งขึ้น จนมีการประเมินว่า ภายในสิ้นปีนี้ มนุษย์แต่ละคนจะมีทรานซิสเตอร์หรืออุปกรณ์อาร์เอฟไอดีที่ทำงานเกี่ยวข้องต่อคนถึง 1,000 ล้านชิ้นต่อคนต่อปี และจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นที่เป็นผลมาจากการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวทั้งหมดกว่า 15เพตะไบต์ ทั่วโลกทุกวัน
นี่กลายเป็นความท้าทายต่อมาว่าเราจะบริหารจัดการข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุดอย่างไร โดยเฉพาะทางด้านอาหาร
ไอบีเอ็มมีวิสัยทัศน์ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านอาหาร (Smarter Food) ด้วยการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาในด้านต่างๆ ได้แก่
1.ลดการสูญเสียโดยใช่เหตุ (Less Waste) ปัจจุบันนี้ มีประชากรกว่า 820 ล้านคนทั่วโลก ที่มีปัญหาเรื่องการขาดอาหาร ในทางตรงกันข้าม จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ พบว่ามากกว่า 50% ของอาหารที่ผลิตทั่วโลกจะมีการทิ้งอย่างสูญเปล่า หรือในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภค มีการทิ้งอาหารอย่างสูญเปล่านับเป็นมูลค่ากว่า 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
2.ระบบบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ฉลาดยิ่งขึ้น (Smarter Supply Chains) เคยมีการค้นพบว่า มะเขือเทศหนึ่งผลในสหรัฐจะเดินทางกว่า 1,200 ไมล์ และแครอตหนึ่งหัวจะเดินทางกว่า 1,600 ไมล์ กว่าจะถึงมือผู้บริโภค ซึ่งหากมีการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพจะทำให้การจัดส่งมะเขือเทศหรือแครอต ทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นกว่าเดิม
3.อาหารที่ปลอดภัย (Food Safety) จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับอาหารต่อปีถึง 76 ล้านคน และเข้ารับการรักษาพยาบาลจากเหตุดังกล่าว โดยเฉลี่ยต่อปี 3.25 แสนคน รวมทั้งเสียชีวิตต่อมาอีกถึง 5,000 คน
นอกจากนั้น สหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่นำเข้าอาหารมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่นำเข้าเกือบ 60% และอาหารทะเลถึง 75% แต่อาหารเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนจริงจังเพียง 1% เท่านั้น หรือในสหภาพยุโรป มีการประเมินกันว่าเฉพาะการติดเชื้อโรคซัลโมเนลลาเพียงอย่างเดียว ทำให้สหภาพยุโรปต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านยูโรต่อปี
ประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการ และปัญหาความปลอดภัยด้านอาหาร นับเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบันเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ปัญหาการเรียกคืนอาหารจากปัญหาด้านความปลอดภัย (Food Recall) ในปี 2550 มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารทั่วโลกกว่า 67% ต้องสูญเสียรายได้จากการเรียกคืนด้านอาหารเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านเหรียญ
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี พ.ศ. 25422551 พบว่าอัตราผู้ป่วยจากโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันที่มีผลมาจากอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะในประเทศไทยมีมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุหลักๆ มาจากอาหารที่มีเชื้อโรคและการปนเปื้อน
ดังนั้น เทคโนโลยีมีบทบาทในการลดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาหารได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทำให้ทราบต้นตอของปัญหาที่แท้จริงและแก้ปัญหาได้ถูกจุด เช่น
ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละประเภท จะมีผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนต่างๆ มากมาย ซึ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตอาหารนั้นๆ จำเป็นต้องมีความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของส่วนประกอบหรือส่วนผสมแต่ละชนิดของอาหารนั้นว่ามาจากแหล่งใด หรือผ่านขั้นตอนการผลิตอย่างไร ทำให้ในกรณีเกิดปัญหาหรือมีการปนเปื้อนของอาหาร จะทำให้การตรวจสอบทำได้สะดวกขึ้นว่ามีที่มาจากสาเหตุหรือส่วนประกอบชนิดใด
ในปี 2551 มีการค้นพบเชื้อโรคซัลโมเนลลา (Salmonella) ในอาหารในสหรัฐ ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยจากเชื้อโรคดังกล่าวกว่า 1,300 คน และคาดว่ามีที่มาจากมะเขือเทศ ด้วยการคาดคะเนดังกล่าว ทำให้มีการทำลายมะเขือเทศทิ้งเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญ หลังจากนั้น เมื่อมีการตรวจสอบย้อนกลับทำให้มีการค้นพบต้นเหตุที่แท้จริงของเชื้อโรคดังกล่าวว่า แท้ที่จริงแล้วมาจากพริกฮาลาเพนอสของเม็กซิโก (Mexican Jalapenos) ไม่ได้มาจากมะเขือเทศแต่อย่างใด
ปัจจุบันเทคโนโลยีเปิดโอกาสในการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด และการตรวจสอบย้อนกลับสามารถทำได้ตั้งแต่ซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าที่อาหารนั้นวางจำหน่าย ช่องทางการจัดจำหน่าย การขนส่ง ไปจนถึงฟาร์มหรือแหล่งผลิตต้นตอของอาหารนั้นๆ ซึ่งถือเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านอาหาร และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของอาหารให้แก่ผู้บริโภคไปในเวลาเดียวกัน
สำหรับไอบีเอ็ม ถือเป็นผู้ที่นำอาร์เอฟไอดีมาใช้ประโยชน์ในลำดับแรกๆ และมีส่วนในการพัฒนามาตรฐานต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านอาร์เอฟไอดีมากมาย เช่น หน่วยงานอีพีซีโกลบอล (EPCglobal) ผู้ที่คิดค้นมาตรฐาน EPCIS อีกทั้งยังมีสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับอาร์เอฟไอดีในสหรัฐ ล่าสุดถึง 30 รายการ
ไอบีเอ็มมีโซลูชันทางด้านซอฟต์แวร์และบริการหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับอาร์เอฟไอดี (แต่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตอาร์เอฟไอดีแท็ก) และมีศูนย์ทดสอบทางด้านอาร์เอฟไอดีในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เกาหลีใต้ เยอรมนี และญี่ปุ่น เป็นต้น โดยได้นำความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาร์เอฟไอดีไปสนับสนุนธุรกิจและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จต่างๆ ของธุรกิจมากมาย เช่น ธุรกิจยา ค้าปลีก รถยนต์ สาธารณสุข หรือองค์กรภาครัฐ เป็นต้น
ตัวอย่างขององค์กรที่ใช้เทคโนโลยีของไอบีเอ็มเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านอาหาร
ท นอทูรา (Nortura) บริษัทผู้จำหน่ายอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศนอร์เวย์ ใช้โซลูชันอาร์เอฟไอดีที่ไอบีเอ็มร่วมมือพัฒนากับบริษัท มาทิค (Matiq) บริษัทที่ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในเครือของนอทูรา เพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เช่น เนื้อสัตว์ สามารถทำได้อย่างละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ชั้นวางผลิตภัณฑ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตไปจนถึงฟาร์มต้นตอที่เลี้ยงสัตว์นั้น ๆ
ท เมโทรกรุ๊ป (METRO Group) บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเยอรมนี เจ้าของร้าน METRO Future Store ใช้ซอฟต์แวร์และบริการของไอบีเอ็มในการเก็บและบริหารจัดการข้อมูลด้านการจัดเก็บและตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในร้านค้าต่าง ๆ ของบริษัท เช่น ข้อมูลการเก็บ วันหมดอายุ ประเภทของสินค้า หมายเลขสินค้า หรือแม้กระทั่งข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับโปรโมชันของร้าน เป็นต้น ในกรณีที่สินค้านั้นมีปัญหาหรือจำเป็นต้องมีการเรียกคืน การค้นหาต้นตอหรือสาเหตุของปัญหาจะสามารถทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ท รัฐบาลเวียดนาม เมื่อปี 2552 ไอบีเอ็มร่วมมือกับบริษัท เอฟเอ็กซ์เอ จำกัด พัฒนาโซลูชันเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับอาหารทะเลส่งออกของเวียดนามด้วยการใช้เทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีให้กับสมาคมผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเล (Vietnam Association of Seafood Exporters and Producers) และหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Vietnamese State Agency For Technical Innovation) ที่ขึ้นตรงกับรัฐบาลเวียดนาม ซึ่งด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและทำให้การส่งออกอาหารทะเลของเวียดนามต่อประเทศคู่ค้าสำคัญซึ่งมีมูลค่ากว่า 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในแต่ละปี มีประสิทธิภาพดีขึ้นและช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของเวียดนามต่อประเทศผู้นำเข้าไปพร้อม ๆ กันด้วย







