posttoday
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากข้างใน

การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากข้างใน

29 พฤศจิกายน 2555

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ทรูมูฟเอชได้ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดสมาร์ตโฟนตลอด 5 ปี และการเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับแบรนด์อุปกรณ์สื่อสารชั้นนำอีกครั้ง โดยได้จัดฟอรัมสัมมนาโดยเชิญ ศ.ดร.เบห์แนม ทาบิสซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร และเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา และเป็นอดีตที่ปรึกษาองค์กรชั้นนำต่างๆ อาทิ Hewlett Packard, IBM, Intel, Oracle, Cisco, Haier มาบรรยายใน หัวข้อ “InsideOut Effect – Transformational Leadership” ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทรู ผู้นำองค์กรธุรกิจชั้นนำ เพื่อนคู่ค้า ที่เป็นลูกค้าของทรูมูฟเอช เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กรขับเคลื่อนธุรกิจรับมือ AEC

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา ทรูมูฟเอชได้ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดสมาร์ตโฟนตลอด 5 ปี และการเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับแบรนด์อุปกรณ์สื่อสารชั้นนำอีกครั้ง โดยได้จัดฟอรัมสัมมนาโดยเชิญ ศ.ดร.เบห์แนม ทาบิสซี ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับเปลี่ยนองค์กร และเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา และเป็นอดีตที่ปรึกษาองค์กรชั้นนำต่างๆ อาทิ Hewlett Packard, IBM, Intel, Oracle, Cisco, Haier มาบรรยายใน หัวข้อ “InsideOut Effect – Transformational Leadership” ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มทรู ผู้นำองค์กรธุรกิจชั้นนำ เพื่อนคู่ค้า ที่เป็นลูกค้าของทรูมูฟเอช เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้นำองค์กรขับเคลื่อนธุรกิจรับมือ AEC

นับเป็นโชคดีของผมที่ได้รับโอกาสจากทรูมูฟเอชให้เข้ารับฟังการบรรยายดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ระดับโลกเช่นนี้ ความรู้ แนวคิดที่ได้รับหากเก็บไว้กับตัวคนเดียวก็รู้สึกเสียดาย และผมมั่นใจว่าทางทรูมูฟเอชเองก็คงอยากให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการมาบรรยายของ ศ.ดร.เบห์แนม ทาบิสซี ให้มากที่สุด ดังนั้นวันนี้ผมขออนุญาตพาทุกท่านเข้าห้องสัมมนาของ ศ.ดร.เบห์แนม ทาบิสซี พร้อมกับผมเลยนะครับ

สิ่งที่ ศ.ดร.ทาบิสซี กระตุกความคิดของเราก็คือ ศ.ดร.ทาบิสซี ชูลูกแอปเปิลขึ้นมา 1 ลูก แทนที่จะตั้งคำถาม กลับให้พวกเราเป็นคนตั้งคำถามว่า “หากจะตั้งคำถามเกี่ยวกับแอปเปิลลูกนี้ เราจะตั้งคำถามว่าอะไร” งงเลย ไม่รู้จะตั้งคำถามอะไร ก็มันก็แค่แอปเปิลลูกหนึ่ง แต่ก็มีคนตั้งคำถามจนได้ ส่วนใหญ่ก็จะถามทำนองว่า “มีเมล็ดกี่เมล็ด?” ในที่สุด ศ.ดร.ทาบิสซี ก็เฉลยให้ฟังว่า นั่นเป็นคำถามของผู้บริหาร (Manager) ไม่ใช่ผู้นำ (Leader) ถ้าเป็นผู้นำ จะตั้งคำถามว่า “เมล็ดในลูกแอปเปิลนี้ จะทำให้เกิดแอปเปิลอย่างนี้ในอนาคตได้อีกกี่ลูก”

จากตัวอย่างดังกล่าว ศ.ดร.ทาบิสซี บอกว่า ผู้นำและผู้บริหารต่างกันที่ผู้บริหารมักจะเน้นไปที่ทำทุกอย่างให้ถูกต้อง (Doing Things Right) แต่ผู้นำจะเน้นที่ทำสิ่งที่ถูกต้อง (Doing the Right Things) โดยข้อแตกต่างระหว่างผู้นำและผู้บริหาร (ตามตารางประกอบ)

จะเห็นได้ว่าผู้นำมองไปในอนาคตมากกว่า มีวิสัยทัศน์ที่มากกว่า เน้นที่การพัฒนามากกว่า

แต่สิ่งที่ ศ.ดร.ทาบิสซี ย้ำก็คือ หลายคนมักจะหาสูตรสำเร็จของการเป็นผู้นำ โดยการเลียนแบบผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น สตีฟ จ็อบส์ มหาตมะ คานธี ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง คนที่จะเป็นผู้นำที่ดี จะต้องรู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ก่อน โดย ศ.ดร.ทาบิสซี ได้แบ่งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเองของคนออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.KK : You know what you know คุณรู้ว่าคุณรู้อะไร

2.KDK : You know what you don’t know คุณรู้ว่าคุณไม่รู้อะไร

3.DKDK : You don’t know what you don’t know คุณไม่รู้ว่าคุณไม่รู้อะไร

คนโดยทั่วไปจะยึดติดความรู้ในข้อ 1 และพยายามเปลี่ยนจากข้อ 2 ให้เป็นข้อ 1 ทำให้เรามองปัญหาในมุมมองเดิมๆ แก้ไขปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ แต่กลับมองข้ามสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สิ่งที่สร้างสรรค์ในข้อ 3 ไป ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่ง

วิธีที่ ศ.ดร.ทาบิสซี แนะนำเพื่อช่วยให้เราสร้างสรรค์ความรู้ในข้อ 3 หรือสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ก็คือ “เราจะต้องออกจากความเคยชินของเราเอง (Comfort Zone)” อาจจะเริ่มจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตที่เคยชิน เช่น การเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง หรือเปลี่ยนวิธีการเดินทางจากขับรถเป็นขึ้นรถไฟฟ้า หรือการแก้ไขปัญหาโดยการตั้งคำถามใหม่ เช่น เปลี่ยนจาก How? (อย่างไร?) เป็น Why? (ทำไม?) เป็นต้น เพียงแค่นี้เราก็สามารถสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างง่ายๆ

สิ่งที่ผมได้รับจากการเข้าฟังบรรยายในวันนั้น แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่หากผู้ที่ฟังสามารถนำไปขบคิดและสานต่อให้เป็นรูปธรรม ผมเชื่อมั่นว่าจะสามารถก่อให้เกิดประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงที่ดีอย่างมากมาย ไว้ครั้งหน้าผมจะขอนำแนวคิดดีๆ ที่ได้รับมานำเสนอเพิ่มเติมครับ

ขอขอบพระคุณ ทรูมูฟเอชที่ได้จัดกิจกรรมดีๆ ที่มุ่งสร้างความเป็นผู้นำให้กับคนไทย สมกับที่ทรูมูฟเอชเองก็เป็นผู้นำในตลาดสมาร์ตโฟนมาตลอด 5 ปี

“It is a terrible thing to see and have no vision” Helen Keller สตรีเคราะห์ร้ายที่หูหนวกและตาบอด พิกลพิการตั้งแต่เด็ก เริ่มสอนพูดเมื่ออายุ 10 ขวบ แต่กระนั้นก็ยังสามารถทำตนให้พจนานุกรมต้องเขียนว่า “ได้บรรลุถึงความสูงเด่นในทางเป็นนักเขียนและนักศึกษา” และในถ้อยคำสรรเสริญที่วุฒิสมาชิก Lister Hill แห่ง Alabama ได้แสดงออกถึงความรู้สึกของโลกทั้งโลก เมื่อเขาได้กล่าวเกี่ยวกับเฮเลนว่า “เธอจะยังมีชีวิตอยู่ เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คน ชื่อนี้เป็นอมตะ วิญญาณของเธอจะยังคงทนตราบใดที่มนุษย์ยังสามารถอ่านและประวัติจะมีการกล่าวถึงของผู้หญิงคนหนึ่งผู้ซึ่งได้แสดงให้ทั่วโลกได้รู้ว่าไม่มีขอบเขตต่อความกล้าหาญและศรัทธา”

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค