
คอมมูนิตีมอลล์ยังไม่ล้น
อินเด็กซ์เชื่อมีตลาดให้ขยายทุ่ม4พันล้านผุด5สาขาใน5ปี
อินเด็กซ์เชื่อมีตลาดให้ขยายทุ่ม4พันล้านผุด5สาขาใน5ปี
อินเด็กซ์ยันธุรกิจคอมมูนิตีมอลล์ยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย เตรียมทุ่มงบกว่า 4,000 ล้าน ผุด 5 สาขา ใน 5 ปี
น.ส.กฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ เปิดเผยว่า บริษัทจะให้ความสำคัญกับธุรกิจคอมมูนิตีมอลล์มากขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของคอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย พบว่าปัจจุบันคอมมูนิตีมอลล์มีพื้นที่รวมประมาณ 6.2 แสนตารางเมตร (ตร.ม.) ยังเป็นรองไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีพื้นที่ 6.6 แสน ตร.ม. ขณะที่ห้างสรรพสินค้ามีพื้นที่กว่า 2 ล้าน ตร.ม. และคาดว่าในปีหน้าการเติบโตของคอมมูนิตีมอลล์จะแซงไฮเปอร์มาร์เก็ตขึ้นมาเป็นอันดับสองได้อย่างแน่นอน
“ธุรกิจคอมมูนิตีมอลล์นั้นยังเติบโตได้ดี ปีหนึ่งมีการเปิดสาขาใหม่ไม่ต่ำกว่า 15 แห่งตามชุมชนต่างๆ ในกรุงเทพฯ รวมไปถึงหัวเมืองใหญ่ในจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ยังไม่โอเวอร์ซัพพลาย แม้ว่าในกรุงเทพฯ จะมีการเปิดคอมมูนิตีมอลล์กันค่อนข้างมาก อีกทั้งตลาดในต่างจังหวัดยังมีโอกาสที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อีกมาก” น.ส.กฤษชนก กล่าว
สำหรับแผนลงทุนของบริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้กว่า 4,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี ตั้งเป้าจะเปิด เดอะวอล์ค ซึ่งเป็นธุรกิจคอมมูนิตีมอลล์อีก 5 สาขา จากปัจจุบันได้เปิดให้บริการเดอะวอล์ค สาขาราชพฤกษ์ไปแล้วเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีผู้เช่าพื้นที่ 100% คิดค่าเช่าพื้นที่ 700-900 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน มีลูกค้ามาเดินเฉลี่ยเดือนละ 2.5 แสนคน มีการใช้จ่ายต่อใบเสร็จเฉลี่ย 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างเดอะวอล์ค สาขาเกษตรนวมินทร์ มีความคืบหน้าแล้ว 85% คาดว่าจะเปิดตัวในเดือน มี.ค. 2556 มีพื้นที่ใช้สอย 5.5 หมื่น ตร.ม. ประกอบด้วย อาคารเอและบี เป็นส่วนของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำนวน 2 ชั้น และชั้นใต้ดินสำหรับจอดรถ 2 หมื่น ตร.ม. ที่เหลือเป็นส่วนของอาคารซี ดี และอี ที่เป็นโครงการเดอะวอล์ค ปัจจุบันมีผู้เช่าพื้นที่แล้ว 70% คิดค่าเช่าเฉลี่ย 800-1,200 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน คาดว่าจะมีลูกค้ามาเดิน 3 แสนคนต่อเดือน และมียอดขายในปีแรก 200 ล้านบาท
สำหรับผลประกอบการในปีนี้บริษัทคาดว่าจะมียอดขายรวม 8,800 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 10% สูงกว่าเป้าที่วางไว้ว่าทั้งปีจะเติบโตที่ 8% โดยรายได้ของโครงการเดอะวอล์ค คิดเป็น 34% แต่คาดว่าใน 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จะเพิ่มเป็น 58%
น.ส.กฤษชนก กล่าวว่า ในปีหน้ายังมีความกังวลใจเรื่องการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ อาจจะกระทบกับแรงงานที่ขอย้ายกลับไปทำงานในถิ่นกำเนิดของตนเอง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพราะยังต้องอาศัยแรงงานคนในการผลิต







