
ซื้อกองทุนประหยัดภาษีตอนไหนดี
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา งานมหกรรมการเงิน Set in the City ได้จัดขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ มีคนเข้าร่วมงานมากมาย ทั้งที่ตั้งใจมาจากบ้านที่จะซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษีมาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น หรือมาหาข้อมูลความรู้ทางการเงินประกอบการตัดสินใจค่ะ คำถามที่เจอบ่อยในงานมีสองคำถามหลักว่า ซื้อกองทุนประหยัดภาษีได้เต็มที่เท่าไหร่ และซื้อตอนไหนดี
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา งานมหกรรมการเงิน Set in the City ได้จัดขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ มีคนเข้าร่วมงานมากมาย ทั้งที่ตั้งใจมาจากบ้านที่จะซื้อกองทุนรวมประหยัดภาษีมาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น หรือมาหาข้อมูลความรู้ทางการเงินประกอบการตัดสินใจค่ะ คำถามที่เจอบ่อยในงานมีสองคำถามหลักว่า ซื้อกองทุนประหยัดภาษีได้เต็มที่เท่าไหร่ และซื้อตอนไหนดี
สำหรับคำถามที่ว่า ซื้อได้เท่าไหร่ แนะนำให้ลองคำนวณโดยรวมรายได้ที่คาดว่าจะได้รับทั้งหมดในปีนี้ คูณด้วยร้อยละ15 ค่ะ
เช่น ปีนี้มีรายได้ 1 ล้านบาท ก็จะลงทุนได้สูงสุด 1,000,000x15% = 1.5 แสนบาท แต่เกณฑ์ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับขั้นสูงสุดที่สามารถลงทุนได้ด้วยโดยในกรณีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สูงสุดไม่เกิน 5แสนบาท
ส่วนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เมื่อรวมกับการออมเพื่อการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นเงินสะสมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว สูงสุดต้องไม่เกิน 5 แสนบาทค่ะ แนะนำว่าไม่ควรซื้อเกินสิทธิที่จะสามารถนำไปลดหย่อนภาษี เพราะนอกจากจะลดหย่อนภาษีไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียภาษีในตอนขายคืนแล้วมีกำไรด้วยค่ะ
ส่วนคำถามที่ว่า ซื้อตอนไหนดี ช่วงนี้ก็ใกล้ปลายปีแล้วค่ะ เหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวก็จะสิ้นปี ดังนั้น ถ้าใครยังไม่ได้ซื้อกองทุนรวมลดหย่อนภาษีก็คงต้องดูจังหวะว่า วันไหน หุ้นลง ทองลง ก็เข้าไปลงทุนได้แล้วค่ะ แต่จะว่าไปแล้วถ้าเราไม่รอจนสิ้นปี ซื้อตั้งแต่ต้นปีอะไรดีกว่ากัน ก็ลองเก็บค่าสถิติเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างทยอยลงทุนในหุ้นเท่ากันทุกเดือน เดือนละ 1 หมื่นบาท กับเก็บเงินเป็นก้อนลงทุนในหุ้นตอนสิ้นปีทีเดียวด้วยจำนวนเงิน 1.2 แสนบาท ลงทุนวิธีไหนจะได้ต้นทุนต่ำกว่ากัน
คำตอบที่ได้คือ ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา วิธีทยอยลงทุน หรือที่หลายคนคุ้นหูกับชื่อภาษาอังกฤษว่า Dollar Cost Averaging หรือ DCA นั้น จะได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าการใส่เงินลงทุนเข้าไปครั้งเดียวตอนสิ้นปีค่ะ
จะมีเพียงสองปีที่การลงทุนตอนสิ้นปีให้ต้นทุนที่ต่ำกว่า นั่นก็คือปี 2006 และในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่มีการออกมาตรการกันสำรอง 30% และปีที่เกิดวิกฤตซับไพรม์ค่ะ ซึ่งส่งผลให้มีการปรับตัวของตลาดหุ้นในช่วงปลายปี แต่ถ้าในสถานการณ์ปกติต้องบอกว่า สถิติ 7 ใน 9 ปีที่การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
ปัญหาของการถัวเฉลี่ยที่เคยเจอก็คือ ความไม่แน่นอนของรายได้ว่า ปีนี้เราจะมีรายได้เท่าไหร่ ก็เลยทำให้กลัวว่าจะซื้อแบบถัวเฉลี่ยแล้ว อาจเกินวงเงินสูงสุดที่จะลงทุนได้ ทางแก้ก็มีค่ะคือ อาจจะแบ่งเงินทยอยลงทุนในส่วนที่เป็นเงินขั้นต่ำที่เราคาดว่าไม่เกินสิทธิ หลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าจะมีรายได้ทั้งปีเท่าไหร่และคำนวณวงเงินส่วนที่เหลือได้แล้ว ก็อาจจะใช้วิธีกระจายลงทุนด้วยตนเองค่ะ ซึ่งการทยอยลงทุนในทางปฏิบัติทำได้ไม่ยาก เพราะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนส่วนใหญ่จะมีบริการหักบัญชีเงินฝากออมทรัพย์มาซื้อกองทุนรวมขั้นต่ำเพียง 500 บาท ก็ทยอยลงทุนได้แล้ว
ปีนี้ทยอยลงทุนไม่ทันแล้ว แนะนำให้วางแผนทยอยลงทุนสำหรับปีหน้าตั้งแต่ต้นปี จะได้มีต้นทุนถัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าค่ะ







