posttoday
ต่างชาติมองไทยยังน่าลงทุนอันดับ2ของเอเชีย

ต่างชาติมองไทยยังน่าลงทุนอันดับ2ของเอเชีย

26 มีนาคม 2553

เมอร์ค หวังรัฐบาลควบคุมม็อบสงบสำเร็จโดยเร็ว พร้อมดึงนักท่องเที่ยวกลับไป ย่ำยังมั่นใจเศรษฐกิจไทยเติบโตแน่นอน ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 12 – 13% ฟันยอดขาย 2,000 ล้านบาท

เมอร์ค หวังรัฐบาลควบคุมม็อบสงบสำเร็จโดยเร็ว พร้อมดึงนักท่องเที่ยวกลับไป ย่ำยังมั่นใจเศรษฐกิจไทยเติบโตแน่นอน ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 12 – 13% ฟันยอดขาย 2,000 ล้านบาท

นายอมันน์ บัทตาจาร์จี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์ค ผู้นำเข้าเคมีภัณฑ์และเวชภัณฑ์ เปิดเผยว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัญหาการเมือง แต่บริษัทมองว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับที่ 2 ของเอเชีย รองจากประเทศสิงคโปร์ โดยหากปัญหาที่เกิดขึ้นรัฐบาลสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว และไม่เกิดความรุนแรงแล้ว เชื่อว่านักลงทุนและนักท่องเที่ยวจะกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะในมุมมองของชาวต่างชาติแล้วองค์ประกอบต่างๆ ของประเทศไทยพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประชากร โครงสร้างพื้นฐาน ลักษณะภูมิประเทศ เหลือเพียงแค่ปัญหาการเมืองเท่านั้น ที่รัฐบาลต้องจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว

นอกจากนี้ เมื่อปัญหาทางการเมืองจบลงรัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวในประเทศไทย เพราะภาคการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ และยังเป็นส่วนสำคัญที่ส่งเสริมธุรกิจอื่นๆ อีกด้วย เช่น ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สปา และธุรกิจค้าปลีก โดยนักท่องเที่ยวยังถือเป็นกลุ่มเป้าหมายของทางบริษัทที่จะเข้ามาซื้อหายาที่มีคุณภาพในราคาไม่แพงในประเทศไทยอีกด้วย 

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทใน 5 ปีข้างหน้า นับจากปีนี้เป็นต้นไป บริษัทตั้งเป้าเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักตลอด 5 ปี โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 12 – 13% คิดเป็นรายได้ราว 2,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ราว 1,900 ล้านบาท โดยกลยุทธ์หลักที่จะทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักตลอด 5 ปีข้างหน้า คือ 1.เศรษฐกิจภายในประเทศไทยที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะมีปัญหาใดก็ตาม และจากเดือน พ.ย. 52 – มี.ค. 53 ตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศไทยก็มีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ในเดือน มี.ค. จะเติบโตลดลงก็ตาม แต่ถือว่ายังเติบโตอยู่ 

2. การขยายตลาดไปยังต่างจังหวัดของประเทศไทยอย่างจริงจัง ด้วยการตั้งตัวแทนการขาย หรือดีลเลอร์ตามภูมิภาคต่างๆ 3. การเพิ่มสินค้าใหม่ 4. การขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา และพม่า โดยการทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย และสุดท้าย คือการสร้างแบรนด์ และการทำซีเอสอาร์ หรือการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมผ่านโครงการ เวิร์ด ออน วิลล์ ทัวร์ปั่นจักรยาน 4 ประเทศ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย

“ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่บริษัทวางแผนขยายตลาดไปยังจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย และขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านของประเทศ เพื่อให้เป้าหมายระยะ 5 ปี ของบริษัทประสบความสำเร็จ” นายอมันน์ กล่าวเพิ่มเติม 

ทั้งนี้ บริษัทนำเข้าสินค้าประเทศเคมีภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ จากประเทศเยอรมันเข้ามาในประเทศไทยราว 80% และผลิตเองในประเทศ 20% ส่วนรายได้จากการขายเคมีภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ของบริษัทอยู่ในสัดส่วนที่เท่ากันที่อย่างละ 50% โดยเคมีภัณฑ์ที่บริษัทนำเข้าจะใช้ในห้องปฏิบัติการทั่วไป และใช้ในการผลิตสินค้าหลากหลายชนิด เช่น สีรถยนต์ เครื่องสำอาง เป็นต้น ส่วนเวชภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่าย คือเวชภัณฑ์ในกลุ่ม โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และผู้มีบุตรยาก 
              

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน