
กฟผ.กางแผน5ปีลงทุน2แสนล้าน
แผนลงทุน กฟผ. 5 ปี 2 แสนล้าน ผุดโรงไฟฟ้าใหม่ขยายสายส่ง เล็งทบทวนพีดีพีรับ รมว.พลังงาน เพิ่มซื้อไฟเพื่อนบ้าน
แผนลงทุน กฟผ. 5 ปี 2 แสนล้าน ผุดโรงไฟฟ้าใหม่ขยายสายส่ง เล็งทบทวนพีดีพีรับ รมว.พลังงาน เพิ่มซื้อไฟเพื่อนบ้าน
นายพงษ์ดิษฐ พจนา รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยถึงแผนลงทุนของ กฟผ.ระยะ 5 ปี (2555-2560) จะใช้งบกว่า 2 แสนล้านบาท ไปลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าใหม่ 9 หมื่นล้านบาท และลงทุนระบบสายส่งอีก 1.1 แสนล้านบาท ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2553-2573 (พีดีพี 2012)
การลงทุนโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 2 และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 2 ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการศึกษาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ พลังงานลม และพลังน้ำท้ายเขื่อน ส่วนระบบสายส่งจะเป็นการลงทุนเพื่อรองรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวใช้เงินลงทุน 5 หมื่นล้านบาท และเงินลงทุนอีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ในโครงการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 30 ปี รวมถึงโครงการขยายระบบสายส่งไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
นอกจากนี้ จะร่วมกับกระทรวงพลังงานพิจารณาทบทวนแผนพีดีพี ในกรณีการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน มีนโยบายให้เร่งเจรจาซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ จากปัจจุบันลงนามเอ็มโอยูกับประเทศลาวไว้ 7,000 เมกะวัตต์ พม่า 1,500 เมกะวัตต์ ส่วนกัมพูชายังไม่มีข้อสรุปชัดเจน
การเพิ่มสัดส่วนซื้อไฟฟ้าประเทศ เพื่อนบ้านดังกล่าว จะทำให้สัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มจาก 15% เป็น 20% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งจำเป็นต้องลดสัดส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่หรือปรับสัดส่วนโรงไฟฟ้าอื่นๆ โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนในอนาคต ด้านแนวทางการปรับลดสัดส่วนรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนกำหนดกรอบพิจารณาไว้ 2 แนวทาง คือ 1.ยกเลิกการเปิดประมูลผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิง มีกำลังการผลิตรวม 5,400 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรคกูเลเตอร์) อยู่ระหว่างการจัดทำเงื่อนไขคุณสมบัติของการเปิดประกวดราคา 2.ยกเลิกการลงทุนโรงไฟฟ้าบางปะกง และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ของ กฟผ. ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างและอยู่ในแผนระยะยาวที่กำหนดไว้ในเบื้องต้น
“เรื่องดังกล่าวต้องหารือกับกระทรวงอย่างรอบคอบว่าจะใช้วิธีไหน แต่โดยส่วนตัวถ้ายกเลิกไอพีพีน่าจะทำให้เกิดความมั่นคงมากกว่าเมื่อเทียบกับการยกเลิกโรงไฟฟ้าของ กฟผ.เพราะจะทำให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของกฟผ.ต่ำกว่า 50% ทำให้เกิดความเสี่ยงหากเกิดกรณีฉุกเฉินในการสั่งการกำลังการผลิตไฟฟ้า ขณะเดียวกันการใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นเพราะก๊าซในอ่าวไทยหมดจะต้องนำเข้าก๊าซฯ และเป็นแรงกดดันให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นถึง5บาท/หน่วย จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.50 บาท/หน่วย”นายพงษ์ดิษฐกล่าว
นายพงษ์ดิษฐ กล่าวว่า การ บริหารแผนพีดีพีจะต้องพิจารณาเรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้าควบคู่ไปด้วย ซึ่งนโยบายเพิ่มรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากเพื่อนบ้าน ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงขณะเดียวกันก็ต้องกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยตามแผนพีดีพีกฟผ.รับหน้าที่ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นเชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ ปัจจุบันกำหนดพื้นที่ตั้งในจ.กระบี่อยู่ในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ จะแล้วเสร็จในเดือนม.ค. 2556 หลังจากนั้นจะจัดทรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) คาดว่าปลายปี 2557 จะก่อสร้างได้และสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์เข้าระบบได้ในปี 2562







