
ไทยเสี่ยงเกิดไฟฟ้าดับในอีก 2 ปี
รมว.พลังงาน สั่ง กฟผ. เร่งปรับแผนผลิตไฟฟ้า รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงเกิดปัญหาไฟดับในอีก 2 ปีข้างหน้า
รมว.พลังงาน สั่ง กฟผ. เร่งปรับแผนผลิตไฟฟ้า รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงเกิดปัญหาไฟดับในอีก 2 ปีข้างหน้า
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน กล่าวปาฐกถา "อนาคตไฟฟ้าไทย ทางเลือก ทางรอด" ภายในงานสัมมนา สแกนความพร้อมไฟฟ้าไทยรับเออีซี ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ไทยงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไฟฟ้า โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดปีนี้อยู่ที่ 26,700 เมกะวัตต์ ขณะที่กำลังผลิตรวมอยู่ที่ 32,200 เมกะวัตต์ คิดเป็นกำลังการผลิตสำรองเพียง 16% ดังนั้นจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.95% ต่อปี ทำให้มีความเสี่ยงเกิดไฟฟ้าดับในอีก 2 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงเกือบ 70% ถือเป็นความเสี่ยงหลังจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะหมดลงใน 10 ปีข้างหน้า จึงมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเจรจาเพิ่มสัดส่วนรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่าและลาว เพิ่มเติม พร้อมกับสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ที่มีความพร้อม อย่างจังหวัดกระบี่ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มีความเข้าใจและยอมรับได้ โดยต้องทำควบคู่ไปกับสร้างศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสะอาด
"การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องปรับเปลี่ยนระบบการรับซื้อ จากเดิมใช้ส่วนเพิ่มการซื้อไฟฟ้า (แอดเดอร์) เป็น Feed in tariff (FIT) ซึ่งไม่นำการรับซื้อมาเพิ่มเป็นค่าไฟฐาน ซึ่งเห็นว่าจะคุ้มค่าในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นก็ตาม" นายพงษ์ศักดิ์กล่าว
สำหรับการเปิดเออีซี เป็นโอกาสของไทย ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตไฟฟ้า สามารถไปลงทุนตั้งโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม ที่เศรษฐกิจขยายตัวดี แต่ขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยพัฒนาเพื่อนบ้านแล้ว ยังสามารถส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งกลับเข้ามายังไทย ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าไฟฟ้าถูกลง
นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ กล่าวว่า หลังเปิดเออีซี น่าจะส่งผลให้เกิดโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเพิ่มขึ้น เพราะสามารถลดภาระของรัฐบาลในการลงทุนสายส่ง และไม่มีปัญหาเรื่องการต่อต้านจากชุมชน เพราะเป็นการสร้างโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม โดยขณะนี้กำลังสร้างโรงไฟฟ้า 2 แห่งที่จังหวัดระยอง และมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมบางกะดีเพิ่มอีก 2 แห่ง แต่ปัจจุบันรัฐกำหนดโควต้าโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเพียง 7% ส่วนที่เหลือเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จึงอยากให้ปรับโควต้าใหม่รองรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น







