
แนะเจ้าท่าแก้กฎหมายเอื้อขนส่งทางเรือ
นักวิชาการ เผยเจ้าท่าเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าพัฒนาระบบการบริหารจัดการ แนะแก้กฎหมายให้ทันสมัย
นักวิชาการ เผยเจ้าท่าเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าพัฒนาระบบการบริหารจัดการ แนะแก้กฎหมายให้ทันสมัย
นายรุธิร์ พนมยงค์ อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “การศึกษาวิเคราะห์เพื่อวางกลยุทธ์การพัฒนาการขนส่งทางน้ำโดยทบทวนการตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้เสีย” ว่า จากการศึกษางานของกรมเจ้าท่าตั้งแต่ปี 2550-2555 พบว่า ได้รับจัดสรรงบประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ในงานก่อสร้างเขื่อนมาก ที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 33% รองลงมาเป็นงานขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำภายในประเทศและชายฝั่งทะเลสัดส่วน 27% และงานก่อสร้างท่าเรือโลจิสติกส์ 17%
จากข้อมูลดังกล่าวพบว่างบประมาณมากกว่า 80% ใช้ในกิจกรรมโครงสร้างพื้นฐาน ที่เหลือใช้กับกระบวนการบริหารจัดการและพัฒนาบุคลากร โดยหากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะเกิดปัญหาในอนาคตทำให้การส่งเสริมการขนส่งทางน้ำไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำจำเป็นต้องพัฒนาในสัดส่วนเท่ากับการพัฒนากฎหมายด้านการพาณิชยนาวี ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการ
“กรมเจ้าท่าควรปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้เหมาะสมและทันสมัย เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมกำหนดให้ก่อสร้างท่าเรือแม่น้ำรองรับเรือขนาดไม่เกิน 500 ตันกรอส ขณะที่ขนาดเรือขนส่งสินค้ามีแนวโน้มใหญ่ขึ้น ส่วนผู้ใช้บริการก็ต้องการเพิ่มปริมาณขนส่ง จึงต้องกำหนดกฎระเบียบและโครงสร้างพื้นฐานให้สอด คล้องและรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้มีการขนส่งสินค้าทางน้ำเพิ่มขึ้น และป้องกันปัญหาท่าเรือก่อสร้างแล้วไม่มีคนใช้” นายรุธิร์ กล่าว
สำหรับโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล วงเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทนั้น เห็นว่ายังมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน ส่วนท่าเรือทวายก็ถือเป็นท่าเรือหนึ่งที่จะเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการ เบื้องต้นท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศประมาณ 4% และช่วยกระตุ้นจีดีพีของจังหวัดภาคใต้ 9-10%
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมช.คมนาคม กล่าวว่า การส่งเสริมการขนส่งทางน้ำเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย 18% ภายใน 3 ปี จะแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก แก้ปัญหาอุปสรรคในการเดินเรือเพื่อให้สามารถเดินเรือได้ตลอดทั้งปี เช่น การขุดลอกแม่น้ำลำคลอง ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และระยะหวังผลคือการก่อสร้างเขื่อนยกระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน่านเพื่อการเดินเรือ งบประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าไปทบทวนผลการศึกษาเดิม เพื่อที่จะเร่งนำมาดำเนินงาน ส่วนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนั้น ยังมีความจำเป็นต้องวางแผนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 เพราะปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง







