
หาช่องดันเอกชนขนเงินลงทุนนอก
โพสต์ทูเดย์
— บีโอไอหนุนเอกชนไทยลงทุนในต่างแดนทะลุหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 23 ปีข้างหน้าตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าลงทุนในต่างประเทศช่วง 23 ปีข้างหน้าให้ได้ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาทนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยในงานสัมมนาระดมความเห็นเรื่อง
“การลงทุนไทยในต่างประเทศ วิกฤต โอกาสและความเป็นไปได้ของนักลงทุนไทย ว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อยู่ระหว่างร่างกฏหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ โดยจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน***
”แม้จะมีเรื่องของการเมืองในตอนนี้แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะเป็นคนละส่วนกัน โดยเป้าหมายขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2553 ไว้ที่5แสนล้านบาทยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงส่วนปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นไม่น่าวิตก โดยเตรียมมาตรการช่วยเหลือไว้แล้วในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรการลดต้นทุนทางด้านภาษี และต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทย ให้ช่วยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษแก่อุตสาหกรรมไทย”นายชาญชัยกล่าวนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอตั้งเป้าจะส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของภาคเอกชนไทยให้ได้อีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท ภายใน 23 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันตัวเลขระหว่างปี 25232551 มีเพียง 1.08 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่เตรียมไว้อยู่ในขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียด จะให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงในการลงทุน จูงใจด้วยการใช้มาตรการการเงินและการคลัง โดยคาดหวังให้เอกชนได้มีแหล่งวัตถุดิบใหม่ เช่น เกษตร เหมืองแร่ ประมง พลังงาน รวมทั้งหาฐานการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ หรือมีความพร้อมกว่าไทย
“
การลงทุนของไทยในต่างประเทศช่วงที่ผ่านมามีสัดส่วนน้อยมาก ฉะนั้นในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า น่าจะใช้โอกาสนี้หาแหล่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ ค่าจ้างแรงงานถูก หรือเจาะตลาดใหม่เพิ่ม เพราะที่ผ่านมามีเฉพาะเอกชนรายใหญ่เข้าไปลงทุน เช่น ปตท. เครือซิเมนต์ไทย บ้านปู ซีพี และน้ำตาลมิตรผล โดยประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุด คือ พม่า รองลงมาเป็น ลาว กัมพูชา เวียดนาม จีน และอินเดีย” นางอรรชกา กล่าว






