posttoday
กสิกรไทยลดฟีกองทองน้ำมันหวังปลุกยอดโต

กสิกรไทยลดฟีกองทองน้ำมันหวังปลุกยอดโต

26 มีนาคม 2553

 

โพสต์ทูเดย์ — บลจ.กสิกรไทยลดค่าธรรมเนียม 50% ปลุกยอดกองทุนทองน้ำมัน ฟันธงปีนี้ทอง 1,250 เหรียญต่อออนซ์ น้ำมันแตะ 85 เหรียญ

นายธนวัฒน์ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดการกองทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับลดค่าธรรมเนียม (ฟี) การซื้อขายของกองทุนเปิด เค โกลด์ (KGOLD) และกองทุนเปิด เค ออยล์ (KOIL) จากเดิม 0.30% ลงเหลือ 0.15% เพื่อเอื้ออำนวยต่อการเข้าลงทุนของผู้ลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและน้ำมันดิบในอนาคต

สำหรับแนวโน้มของราคาทองคำในช่วง 36 เดือนข้างหน้าอาจเคลื่อนไหวแคบๆ ในช่วง 1,0501,150 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากขาดปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจนในช่วงสั้น ประกอบกับเงินเหรียญสหรัฐมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทียบค่าเงินยูโรในระหว่างที่ยังไม่มีความชัดเจนในมาตรการช่วยเหลือประเทศกรีซจากกลุ่มสหภาพยุโรป ส่งผลลบต่อค่าเงินยูโรในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวน่าจะชัดเจนขึ้นในช่วง 23 เดือนข้างหน้า น่าจะลดแรงกดดันต่อค่าเงินยูโรได้บ้าง และน่าจะช่วยผลักดันให้ราคาทองคำมีโอกาสขยับขึ้นไป

นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำยังคงมาจากหลายปัจจัย เช่น แนวโน้มการอ่อนค่าลงต่อเนื่องในระยะยาวของเงินเหรียญสหรัฐจากภาวะขาดดุลการคลังสหรัฐในระดับสูงและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ขณะที่ธนาคารกลางในเอเชียและกลุ่มประเทศเกิดใหม่น่าจะทยอยกลับเข้ามาเพิ่มการถือครองทองคำแทนการถือเงินเหรียญสหรัฐตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2553 จึงคาดว่าในระยะยาวราคาทองคำจะปรับตัวสูงกว่า 1,250 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

“สำหรับผู้ที่ชอบการลงทุนในทองคำแท่ง และมีการซื้อขายบ่อยๆและถือในระยะเวลาไม่นานนัก การลงทุนในกองทุน KGOLD เป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนแฝงจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขายทองคำแท่งได้ดี เพราะปกติหากลูกค้าทำการซื้อทองคำแท่งน้ำหนัก 1 บาทและขายออกทันที จะขาดทุนจากส่วนต่างนี้ประมาณ 100 บาท ซึ่งเมื่อเราเทียบกับราคาทองคำแท่งปัจจุบันที่ประมาณบาทละ 16,850 บาท คิดเป็นต้นทุนประมาณ 0.60% แต่หากลูกค้าลงทุนในกองทุน KGOLD และมีการซื้อขายภายในระยะเวลาไม่ถึง 3 เดือน ทั้งค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เราปรับลดลงมา รวมกับค่าธรรมเนียมอื่นๆ แล้ว อยู่ที่ไม่เกิน 0.50% ซึ่งถูกกว่าการซื้อและขายทองคำแท่งโดยตรง นอกจากนี้ ยังไม่ต้องกังวลกับการสูญหายและต้นทุนเกี่ยวกับการ เก็บรักษา ส่วนการซื้อขายกองทุน KGOLD ก็ทำได้สะดวกทั้งที่สาขาธนาคารกสิกรไทย เอทีเอ็ม และอินเทอร์เน็ต โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปด้วยตนเองเหมือนการขายทองคำแท่งที่ต้องไปขายยังร้านที่เราซื้อทองคำแท่งมา” นายธนวัฒน์กล่าว

สำหรับทิศทางการลงทุนในกองทุน KOIL นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ยังเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากมองว่าราคาน้ำมันในปี 2553 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง และยังได้ปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศนอกกลุ่ม OECD ปัจจัยความกังวลถึงปัญหาความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองของประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบ เช่น ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของกลุ่มกบฏในประเทศไนจีเรีย ยังคงมีความยืดเยื้อ ซึ่งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยในปี 2553 จะอยู่ในช่วงประมาณ 7085 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าราคาเฉลี่ยปีที่แล้วอยู่ที่ 62.09 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

นายธนวัฒน์กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมากองทุน KGOLD และกองทุน KOIL ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนเป็นอย่างดี ส่งผลให้ทั้ง 2 กองทุนมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ ในประเภทเดียวกัน โดย ณ วันที่ 19 มีนาคม 2553 กองทุน KGOLD มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิประมาณ 1,658.32 ล้านบาท และกองทุน KOIL มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 708.69 ล้านบาท

สำหรับกองทุนเปิดเค โกลด์ (KGOLD) เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน พร้อมนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 4 ครั้งต่อปี ส่วนกองทุนเปิดเค ออยล์ (KOIL) เป็นกองทุนรวมหน่วยลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน PowerShares DB Oil Fund โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย