
ห่วงมาตรการ NTDs อุปสรรคอาเซียน
การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 แม้ชาติสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ
โดย...อภิรดี ตันตราภรณ์
การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 แม้ชาติสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะลดภาษีสินค้าลงทุกรายการเหลือ 05% นั่นย่อมส่งผลดีต่อการค้าระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ที่กำแพงภาษีถูกทำลายลง แต่ยังมีประเด็นที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันหลังเปิดเออีซีแล้ว
ประเด็นแรก คือ มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non Tariff Barriers–NTBs) ต้องยอมรับว่าชาติสมาชิกอาเซียนที่ผ่านมา พยายามเจรจาผลักดันที่จะลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะมาตรการเอ็นทีบีที่แต่ละประเทศกำหนดขึ้นมา แต่จนถึงบัดนี้ประเด็นดังกล่าวก็ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก ส่งผลให้สินค้าที่ควรจะสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีกลับยังไม่สามารถทำได้ครบถ้วน 100% เต็ม
ตามข้อเท็จจริงแล้ว มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษี ทุกประเทศสมควรจะต้องยกเลิกมาตรการที่ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) แต่เมื่อประเทศทั่วโลกต้องประสบกับปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ลุกลามมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ยิ่งทำให้ทุกประเทศต่างเพิ่มมาตรการป้องกันการค้าของตนเอง ไม่เว้นแม้แต่ชาติสมาชิกอาเซียนด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างเห็นได้จากกรณีที่ผู้ส่งออกไทยร้องเรียนมายังรัฐบาลไทยให้เจรจาแก้ไขปัญหาประเทศอินโดนีเซียใช้มาตรการเอ็นทีบี เช่น มาตรการตรวจปล่อยสินค้า ณ ท่าเรือ ที่ใช้ระยะเวลานานเกินสมควร ถือเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศอินโดนีเซีย ทำให้สินค้าเกษตรเสียหายได้ง่ายและอาจมีต้นทุนเพิ่ม
หรือแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งถูกประเทศลาวและกัมพูชาร้องเรียนกรณีที่ไทยกีดกันการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งๆ ที่ไทยควรต้องเปิดเสรีให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากทั้งประเทศทั้งสอง แต่ไทยกลับกำหนดมาตรการให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้แค่บางช่วงเวลาเท่านั้น เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ และแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของลาวและกัมพูชาที่ยังไม่สามารถผลิตได้ตามมาตรฐานของไทยเอง
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของมาตรการเอ็นทีบี จึงเป็นเรื่องที่ชาติสมาชิกอาเซียนควรต้องมีการเจรจากันอย่างจริงจัง และร่วมมือกันแก้ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ให้หมดไป เพื่อให้การเปิดตลาดสินค้าทำได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด
ประเด็นต่อมา ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการเปิดตลาดสินค้า คือมาตรการด้านสุขอนามัยและมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างอาเซียนด้วยกันทำได้อย่างยากลำบาก ดังนั้นอาเซียนควรจะกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยให้เป็นหลักเกณฑ์เดียวกัน เพื่อให้สินค้าที่ส่งออกไปในอาเซียนสามารถผ่านแต่ละประเทศได้อย่างสะดวกขึ้น โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบซ้ำอีก ซึ่งจะช่วยประหยัดระยะเวลาและลดต้นทุนด้านระบบโลจิสติกส์
รวมทั้งอาเซียนจะต้องแก้ไขปัญหาการอำนวยความสะดวกด้านการค้าในส่วนของด่านศุลกากร เพราะต้องยอมรับว่าแม้ประเทศในอาเซียนจะมีการรวมตัวด้านการค้าการลงทุนระหว่างกันก็ตาม แต่ในแง่ความมั่นคงระดับประเทศ จะมีการกำหนดมาตรการด่านชายแดนเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติด หรือสินค้าที่ผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความเข้มงวดในการตรวจสอบด่านศุลกากร ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างกันชะลอตัว หรือทำได้ไม่คล่องตัว
แนวทางแก้ไขปัญหา อาเซียนจึงควรมีการปรับกฎระเบียบศุลกากรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้สินค้าที่ถูกกฎหมายผ่านเข้าออกได้อย่างสะดวก
อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อสงสัยว่าเมื่ออาเซียนรวมตัวและเปิดตลาดสินค้านำร่องก่อนหน้านี้หลายปี เหตุใดถึงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคจากมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีได้ ซึ่งอยากให้มองเปรียบเทียบกับการรวมตัวของกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เป็นแบบอย่าง เพราะก่อนที่อียูจะรวมกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้มีการปรับกฎระเบียบก่อนที่จะมีการรวมตัว ต่างกับอาเซียนที่มีการรวมตัวประเทศสมาชิกแล้วค่อยมาปรับกฎระเบียบ
ข้อดีของการปรับกฎระเบียบไว้รองรับการรวมกลุ่ม ทำให้เมื่อรวมกลุ่มแล้วสินค้าสามารถเคลื่อนย้ายกันได้อย่างเสรี ไม่ต้องตรวจสอบซ้ำ เพราะประเทศใดที่จะต้องเข้าเป็นสมาชิกอียูจะต้องทำให้ได้ตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ ดังนั้นอาเซียนจึงควรเร่งปรับกฎระเบียบ เพื่อให้ทันรองรับกับการเปิดตลาดเออีซีให้ได้มากที่สุด
อย่างไรก็ดี แม้ว่าการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ หากมองในแง่ระยะเวลากับแผนปฏิบัติงานแล้ว อาเซียนอาจปรับกฎระเบียบไม่ทันต่อการเปิดตลาดสินค้าทั้งหมดในปี 2558 แต่การรวมตัวเป็นเออีซีก็ยังเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะหากมองถึงมูลค่าตลาดรวมกันของอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะมีประชากรรวมกันมากถึง 600 ล้านคน
อีกทั้งอาเซียนยังมีตลาดลูกค้าในหลายมิติให้ทำการค้า ทั้งตลาดระดับสูง เช่น สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ที่รายได้ต่วหัวของประชากรมากกว่า 1.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ/คน/ปี หรือเกณฑ์ค่าเฉลี่ยรายได้ต่อหัวประชากรของโลก ขณะที่ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นตลาดระดับกลาง ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ/คน/ปี และพม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ตลาดระดับล่างมีรายได้ประชากรต่ำกว่า 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ/คน/ปี จึงถือเป็นโอกาสขยายตลาดเพิ่มระหว่างกันอย่างมาก
ขณะเดียวกันเมื่อหันกลับมามองประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่สามารถผลิตสินค้าได้มากกว่าความต้องการใช้ของคนในประเทศ ดังนั้นไทยจึงมีความจำเป็นที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะตลาดในประเทศไม่เพียงพอต่อการรองรับสินค้าที่ผลิตจนล้นความต้องการ ดังนั้นไทยจำเป็นต้องพึ่งพาอาเซียนเพื่อให้เป็นบันไดไปสู่ตลาดโลก เนื่องจากไทยไม่ได้มีแค่ข้อตกลงของเปิดตลาดสินค้าในกรอบอาเซียนด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังมีกรอบการค้าทั้งในส่วนของการจัดทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) และองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) รวมถึงความร่วมมือกรอบเศรษฐกิจของภูมิภาคใหม่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี)
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องกำหนดบทบาทของตนเองให้ชัดเจน เช่น การวางเป้าหมายให้อาเซียนเป็นแหล่งวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตสินค้าป้อนให้กับตลาดโลก เพราะต้องยอมรับว่าประเทศในอาเซียนที่มีภูมิประเทศคล้ายกัน ทำให้สินค้าที่เกี่ยวกับด้านเกษตรหลายชนิดมีความคล้ายกัน ส่งผลให้การแข่งขันตลาดสินค้าในอนาคตจำเป็นต้องแข่งกันด้วยนวัตกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีมาผลิตสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม เช่น ตู้เย็นประตูเดียว หากมีการเพิ่มนวัตกรรม ก็สามารถเป็นสินค้าใหม่ขายในตลาดได้
หากสามารถทำให้สินค้ามีนวัตกรรมได้แล้วนั้น ไทยจะสามารถเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของกระบวนการผลิต หรือสามารถผลิตสินค้าเพื่อป้อนตลาดตลอดซัพพลายเชน และหากผู้ประกอบการไทยทำได้เช่นนั้น จะไม่ได้มองแค่ส่งออกสินค้าเกษตรออกไปอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นการส่งออกในภาพรวมของอาหารเพื่อป้อนให้กับตลาดโลก
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตสินค้าในอาเซียนด้วยกันเองนั้น ไทยไม่จำเป็นต้องมองเป็นคู่แข่งขัน แต่ต้องดึงให้ประเทศเหล่านี้ร่วมมือกันเป็นพันธมิตรในการทำตลาดร่วมกัน เช่น ไทยอาจจับมือกับมาเลเซียในการทำตลาดสินค้าฮาลาล ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกฎระเบียบดับเบิลยูทีโอในเรื่องความร่วมมือด้านการค้าขาย เพราะกลไกดังกล่าวเอกชนสามารถทำได้ตามระบบการค้าเสรี ส่วนรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนงบลงทุนวิจัยด้านนวัตกรรมให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุนให้กับภาคเอกชน







