
กฤษดาฯปรับภาพลักษณ์ใหม่
หวังลบภาพใกล้ชิด‘การเมือง’ ปรับทิศบุกคอนโดฯระดับกลาง
หวังลบภาพใกล้ชิด‘การเมือง’ ปรับทิศบุกคอนโดฯระดับกลาง
กฤษดามหานคร จ่อรีแบรนด์ ลบภาพการเมือง พร้อมปรับธุรกิจยกแผง หันลุยคอนโดฯ-บ้านระดับกลาง เลิกบ้านแนวราบราคาแพง
นายวิรัตน์ เอี่ยวอักษร กรรมการผู้จัดการ บริษัท กฤษดามหานคร กล่าวว่า บริษัทมีแนวคิดที่จะปรับภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Rebranding) เนื่องจากชื่อของกฤษดามหานครมักมีภาพลักษณ์ไปเกี่ยวโยงกับการเมือง จึงต้องการจะเปลี่ยนชื่อบริษัทหลังจากได้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหม่แล้ว โดยจะเสนอคณะกรรมการให้พิจารณา หากเห็นชอบจะดำเนินการในปีหน้า
นอกจากนี้ แนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็จะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบในระดับบน แต่หลังจากนี้บริษัทจะใช้คอนโดมิเนียมระดับกลางเป็นตัวนำตลาด โดยมีสัดส่วนการพัฒนาจะอยู่ที่ 60% ส่วนบ้านแนวราบอยู่ที่ 40% โดยจะไม่ไปพัฒนาโครงการระดับบน ซึ่งมีคู่แข่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์อยู่หลายราย
สำหรับการพัฒนาคอนโดมิเนียม จะจับตลาดราคา 1.52.5 ล้านบาท ใช้ชื่อ The Kris เป็นแบรนด์หลัก โดยล่าสุดได้เปิดโครงการ The Kris Extra 6 และ 7 ในซอยรัชดาภิเษก 17 รวม 2 อาคาร จำนวน 348 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 1.89 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการกลับมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและการเพิ่มทุน และในปีหน้าจะเปิดเพิ่มอีก 1-2 แห่ง
“ในปีหน้าบริษัทจะซื้อที่ดินพัฒนาคอนโดมิเนียมแบรนด์ The Kris เพิ่มอีก 12 โครงการ เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ ไรส์ เน้นทำเลใกล้แนวรถไฟฟ้า” นายวิรัตน์ กล่าว
โครงการแนวราบ จะนำที่ดินเดิมที่มีอยู่มาพัฒนาในเฟสใหม่ เช่น โครงการกฤษดาแกรนด์พาร์ค รังสิต นำที่ดิน 20 ไร่ มาพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 3-5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 250 ล้านบาท โครงการกฤษดานคร 29 เนื้อที่ 7 ไร่ พัฒนาเป็นโฮมออฟฟิศ ราคา 6 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 200 ล้านบาท และโครงการกฤษดานคร ลากูนนครอินทร์ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 45 ล้านบาท เป็นต้น และจะขยายการลงทุนไปใน จ.ชลบุรี โดยได้ซื้อที่ดินจำนวน 48 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ราคา 2-3 ล้านบาท จำนวน 150-200 หลัง มูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโดยการซื้อโครงการคอนโดมิเนียมที่หาดกมลา และพูล วิลล่า ที่หาดบางเทา จังหวัดภูเก็ต มาพัฒนาต่อสร้างรายได้ระยะสั้น
นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการสร้างรายได้ระยะยาวเพื่อความมั่นคงทางการเงิน บริษัทได้ลงทุนซื้อโกดังสินค้าที่เมืองใหม่บางพลี เนื้อที่ 2 หมื่นตารางเมตร ไว้สำหรับให้เช่า ซึ่งหากมีการเช่าพื้นที่เกิน 80% จะทำให้บริษัทมีรายได้ปีละประมาณ 20 ล้านบาท และจะพยายามลงทุนโครงการที่สร้างรายได้จากการเช่าให้มีสัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้รวม
สำหรับในปีนี้คาดว่าบริษัทจะมียอดขายประมาณ 600-700 ล้านบาท และมียอดรับรู้รายได้ 500 ล้านบาท ส่วนในปีหน้า บริษัทตั้งเป้ารับยอดขายที่ 1,500 ล้านบาท มียอดรับรู้รายได้ 1,000 ล้านบาท และในปี 2557 ตั้งเป้ายอดขาย 2,500 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 1,500 ล้านบาท หลังจากนั้นจะมีเป้ายอดขาย 5,000-6,000 ล้านบาทมียอดรับรู้รายได้ 4,000-5,000 ล้านบาท







