
หุ้นเสียวหน้าผา...ผวาลงมาให้เลือก
ดัชนีหุ้นไทยยอมปรับตัวลงมาแล้ว 40 จุด จากยอดสูงสุดครั้งก่อนที่ประมาณ 1,313 จุด เป็นการปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสำคัญของโลก
โดย...สมบัติ นราวุฒิชัย
ดัชนีหุ้นไทยยอมปรับตัวลงมาแล้ว 40 จุด จากยอดสูงสุดครั้งก่อนที่ประมาณ 1,313 จุด เป็นการปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสำคัญของโลก ด้วยประเด็นข่าวความเสียวไส้ว่าสหรัฐจะเจอหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) บวกกับสภาพปัญหาในยูโรโซน และซ้ำอีก 1 ดาบ ด้วยข่าววานนี้ ที่อิสราเอลโจมตีกองกำลังปาเลสสไตน์ในเขตฉนวนกาซา
สภาพการณ์ก่อนหน้านี้ ดัชนีหุ้นไทยไต่ยาวขึ้นมาแตะระดับ 1,300 จุด จากนั้นราวกับอาถรรพ์หมายเลข 13 (พูดเล่นนะครับอย่าจริงจัง) ดัชนีหุ้นไทยก็เริ่มรวนเรเซลงมาเฉียด 1,280 จุด กับ 1,270 จุด ซึ่งเลขสวยกว่า โดยที่นักวิเคราะห์สายปัจจัยพื้นฐานส่วนใหญ่ก็เริ่มแสดงความเห็นว่าดัชนีที่ 1,300 จุดนั้น ค่า P/E 55F ซึ่งใช้ค่าผลกำไรที่คาดการณ์ถึงสิ้นปี 2555 แล้วก็สูงใกล้ 15 เท่า ซึ่งมีหุ้นมากมายที่เต็มมูลค่า บางส่วนก็เกินมูลค่า แต่ก็มีบางส่วนที่ยังต่ำกว่ามูลค่าให้เลือกเฟ้นลงทุนแบบคุ้มกับราคาที่จ่าย
แต่ถ้าถามระยะยาว 1 ปีของหุ้นไทย นักวิเคราะห์เกือบทุกสำนักก็คาดการณ์ว่าดัชนีหุ้นคงจะพลิกกลับขึ้นไปใหม่ และผ่านเลข 13 คูณ 100 หรือ 1,300 จุด ไปได้สำเร็จ ผมเองก็ยอมเชื่อด้วยคน แม้จะรู้สึกว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของโลกนี้มีอยู่มาก เหตุผลบางส่วนประกอบไปด้วย
1.ปัญหาหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ซึ่งเป็นความเสี่ยงของสหรัฐ หากประธานาธิบดีโอบามาตกลงกับสภาคองเกรส (ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นรีพับลิกัน) ไม่ได้ในเรื่องงบประมาณการคลังภายในช่วงสิ้นปีนี้ จะก่อให้เกิดภาวะ Fiscal Cliff หรือภาวะที่มาตรการปรับขึ้นภาษีและปรับลดงบรายจ่ายขนาดใหญ่ถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ของรัฐบาลสหรัฐ จะเริ่มมีผลบังคับใช้โดยอัตโนมัติในต้นปี 2556 อาจส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย
อย่างไรก็ตาม ผมคาดว่าที่สุดแล้วช่วงท้ายปลายปี 2555 ทั้งสองฝ่ายน่าจะขยับแนวคิดมาเจอกันใกล้กึ่งกลางเพื่อตกลงกันให้สำเร็จ การปรับลดรายจ่ายและเพิ่มภาษีบางส่วนคงเกิดแน่ แต่จะเป็นการทยอยทีละลำดับในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า ปี 2556 จึงไม่ถึงขนาดหน้าผาการคลัง ซึ่งแค่ข่าวตกลงกันได้ทันนี้ก็อาจช่วยให้หุ้นโลก Rebound ขึ้นได้ช่วงสิ้นปีนี้ต้นปีหน้า
2.เรื่องราวอิสราเอลถล่มกองกำลังปาเลสสไตน์ ไม่น่าจะไปเป็นเรื่องใหญ่มาก จนเป็นการเหยียบซ้ำปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
3.หลังเลือกตั้งสหรัฐ เมื่อโอบามากลับมาเป็นประธานาธิบดีอีก 4 ปี แนวคิดและแนวนโยบายที่เคยประกาศก้อง ทำให้คาดได้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจสหรัฐคงยังลุ่มๆ ดอนๆ การไปปรับขึ้นสารพัดภาษีเงินได้ที่เก็บจากกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยดูแลผู้มีรายได้น้อย และไม่บีบรัดรายจ่ายของรัฐ รวมถึงบรรดาสวัสดิการดูแลสุขภาพนั้น ทำให้โอบามาได้คะแนนเลือกตั้งดี แต่ในมุมการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วไม่ดี กำลังซื้อจากผู้มีรายได้สูงนี่แหละที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนกำลังที่สำคัญของเศรษฐกิจ
สภาพนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐพร้อมๆ กับยุโรปดูอ่อนล้ากว่าเศรษฐกิจเอเชียและไทย เม็ดเงินลงทุนหุ้นโลกจึงน่าจะเอียงอยู่ฝั่งนี้ หุ้นไทยจึงน่าจะพอตะกายกลับขึ้นไปได้
4.การมี QE3 และดอกเบี้ยเตี้ยติดดินของสหรัฐ ลากกันอีกยาวไกลกลางปี 2558 ในมุมนี้ ทำให้มีเม็ดเงินวิ่งพล่านไปลงทุนพันธบัตรประเทศที่สถานะการเงินแข็งแรง รวมถึงไทยด้วย
Bond Yield ของสหรัฐชนิด 2 ปี กับ 5 ปี อยู่ที่ 0.25% กับ 0.62% ต่อปีที่ต่ำเตี้ยสุดๆ
ผมเหลียวตาดูตัวเลขผลตอบแทนพันธบัตรชนิด 5 ปีของไทยช่วงนี้ก็ลงมาอีก อยู่ที่ประมาณ 3.1% ธปท. เองก็ยอมลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเมื่อวันที่ 17 ต.ค. เหลือ 2.75% จากแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปชะลอตัวเป็นแรงกดดัน
ตลาดหุ้นไทยจึงได้แรงช่วยจากปัจจัยดอกเบี้ยต่ำเป็นแรงหนุนที่สำคัญ ระดับดัชนีที่ 1,280 จุด หุ้นใน SET50 ได้ปันผลเฉลี่ยประมาณ 3.6% (ข้อมูล SAA Consensus ของสมาคมนักวิเคราะห์ฯ www.saathai.org) ซึ่งสูงกว่า Bond Yield ชนิดยาวถึง 5 ปีด้วยซ้ำ
สำหรับผมแล้วมองว่า อัตราดอกเบี้ยไทยที่ค่อนข้างต่ำ (เป็นผลจากการที่โลกนี้มี QE และนโยบายดอกเบี้ยเตี้ยติดดินในประเทศยักษ์ใหญ่ 2 ทวีป) เป็นตัวแปรหลักที่ยกระดับราคาหุ้นและอัดฉีดเศรษฐกิจในประเทศ
เลือกลงทุนไม่ใช่กวาดทั้งกระดาน
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ธุรกิจที่มีส่วนผสมของภาคส่งออกมากประสบกับความยากลำบากในการขยายกำไร ซึ่งควรจะมีผลให้ราคาหุ้นนั้นขึ้นลำบาก
แต่ประเด็นของอัตราดอกเบี้ยโลกต่ำและลากยาว บวกกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจภายนอกทำให้ดอกเบี้ยไทยอาจต้องลดต่ำลงอีก
เมื่ออัตราดอกเบี้ยไทยค่อนข้างต่ำและอาจต่ำลงอีก จะทำให้ธุรกิจที่มีตลาดภายในประเทศเติบโตได้ในภาวะที่โลกซบเซา กลุ่ม Domestic Play ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญก่อนหน้านี้ ก็น่าจะต่อเนื่องอีกในยุคโอบามา 2
หมวดธุรกิจที่คุณผู้อ่านต้องไปเลือกเฟ้นเป็นรายตัว ที่ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อในประเทศและแรงหนุนจากดอกเบี้ยต่ำในปี 2556 ได้แก่
+ ธนาคารพาณิชย์
+ ค่าปลีกในประเทศ
+ ผู้ประกอบการที่อยู่อาศัย
+ วัสดุก่อสร้าง
+ สื่อและบันเทิง
+ สื่อสาร
+ ยานยนต์
รายละเอียดของบทวิเคราะห์นั้น คุณผู้อ่านอาจขอจาก บล.ที่ท่านใช้บริการ หรือหากอยากได้จากหลายสำนัก โดยเฉพาะสำนักที่ไม่ค่อยหาดูได้จากแหล่งต่างๆ ผมเชิญชวนให้หาซื้อ “คู่มือผู้ลงทุน” ของสมาคมนักวิเคราะห์ฯ เล่มละ 150 บาท ที่รวบรวมบทวิเคราะห์จากนักวิเคราะห์ถ้วยรางวัลยอดเยี่ยม และสำนักวิจัยชื่อดัง 24 สำนัก ทองคำดัชนีอีก 6 สำนัก ได้ที่งาน SET in the city วันพฤหัสบดีที่ 22 ถึงอาทิตย์ 25 พ.ย.นี้ ที่สยามพารากอน ชั้น 5 ที่บูธของสมาคมนักวิเคราะห์ฯ อยู่ใกล้เวทีสัมมนา 2 ด้านในครับ
พูดถึงงานสัมมนา 2 วันแรก เวทีในเป็นหน้าที่ของสมาคมนักวิเคราะห์ฯ ระดมขุนพลนักวิเคราะห์บรรยายตลอด 2 วัน ตัวผมเองนั้นพูดตอนเวลา 14.30-16.00 น. เชิญชวนคุณผู้อ่านมาฟังและทักทายกันนะครับ
คุณผู้อ่านที่อยู่ต่างจังหวัด อาจจะลำบากที่จะแวะมากรุงเทพฯ ผมแนะนำให้ฝากซื้อคู่มือผู้ลงทุนผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของ บล.สาขาจังหวัดของท่าน ซึ่งทุกวัน บล.ต่างๆ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่วิ่งมาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแวะที่สมาคมนักวิเคราะห์ฯ ได้ง่ายๆ ครับ
พบกันใหม่เดือนหน้าครับ







